deknang popcorn magazine Degnang BBS
 
หน้าแรก ข่าวหนัง คอลัมน์ ถาม/ตอบ ติดต่อเรา

Main Menu
 หนังข่าว
 คอลัมน์
 กระดานข่าว
 มามะมาจอยกัน
 --L i n K--
 โปรแกรมฉายหนังไทยปี 53
 ป๊อปคอร์นแม็ก
 เจไดยุทธ
 มูลนิธิหนังไทย
 ศูนย์ข้อมูลหนังไทย
 สมาคมสมาพันธ์หนังไทย
 เครือข่ายคนดูหนัง
 ดูหนังอย่างคนป่วย
 ไทยอินดี้
 กลแสง
 ดิจิตอลวิดีโอคลับ
 ฟุ๊คดุ๊ค
 เฟย์
 ออนโอเพ่น
 ไบโอสโคป
 wisekwai
 สหมงคลฟิล์ม
 จีทีเอช
 อาวอง
 ไฟว์สตาร์
 พระนครฟิลม์
 คิกเดอะแมชชีน
 ป๊อปพิคเจอร์ส
 เอ็กซ์ตร้าเวอร์จิ้น
 มหรสพทัศน
 ไทยบ็อกซ์ออฟฟิศโมโจ
 การ์ตูนทีเคโอ
 สำนักหนังสือไต้ฝุ่น
 หนังกลางแปลง
 หนังเอ็มไทย
 เด็กฟิล์ม
 เอนเตอร์เทนออนไลน์
 ไต้ฝุ่นแลนด์
 ร้านก็องดิด-สนพ. 1
 อังเคิลแกลอรี่
 ปอปป้ากานดา

ข่าวเก่า
ไฮไลต์หนังไทย "ค่ายใบโพธิ์" ปี 53
มองสถานการณ์รอบตัวในปี 52 แนวโน้มและทิศทางหนังปี 53 ของค่ายใบโพธิ์ กับ "เสี่ยเจียง"
ฮู อาร์ ยู (WHO R U?) : คนคุ้นเคยที่คุณไม่เคยรู้จัก (ข้อมูลแรก)
จับเข่าคุยผู้กำกับรุ่นใหญ่ "สุรสีห์ ผาธรรม" กับการรีเมคหนังไทยระดับตำนาน "ครูบ้านนอก บ้านหนองฮีใหญ่"
เผยโฉม 5 ใบปิด "ตายโหง" หนังสยอง "พจน์ อานนท์" ที่เตรียมดังขึ้นหน้าหนึ่ง

ข่าวยอดนิยม
โอ้ลัลล้า รายได้รวมหนังไทย 2552 (+ อัพเดทโปรแกรมฉายปี 53)
เผยโฉม 5 ใบปิด "ตายโหง" หนังสยอง "พจน์ อานนท์" ที่เตรียมดังขึ้นหน้าหนึ่ง
ไฮไลต์หนังไทย "ค่ายใบโพธิ์" ปี 53
ตัวแม่รีเทิร์นส "นก สินจัย" คืนจอด้วยหนังสยองขวัญสุดหลอน "Who R U?"
ฮู อาร์ ยู (WHO R U?) : คนคุ้นเคยที่คุณไม่เคยรู้จัก (ข้อมูลแรก)

Archive
ธันวาคม, 2009
พฤศจิกายน, 2009
ตุลาคม, 2009
กันยายน, 2009
สิงหาคม, 2009
กรกฎาคม, 2009
มิถุนายน, 2009
พฤษภาคม, 2009
เมษายน, 2009
มีนาคม, 2009

Hit Counter
5019321 ผู้เยี่ยมชม

Who's Online
ขณะนี้มี 101 บุคคลทั่วไป ออนไลน์



Your location: หนังข่าว arrow คอลัมน์ arrow โปรดักชั่นโน้ต arrow ฅนไฟบิน : แอ็คชั่น มันส์หยด ม่วนอีหลี ขำหลายเด้อ
ฅนไฟบิน : แอ็คชั่น มันส์หยด ม่วนอีหลี ขำหลายเด้อ   PDF  พิมพ์  ส่งเมล์ 
เขียนโดย อีสาวบั้งไฟ  
จันทร์, 06 พฤศจิกายน 2006

เอื้อเฟื้อข้อมูล : ฝ่ายประชาสัมพันธ์สหมงคลฟิล์ม

ปรู๊ฟ-เรียบเรียง : ซิ้มแปด เทพีบั้งไฟ

ระดับความน่าดู :

กำหนดฉาย : 21 ธันวาคม 2549

ทีมงานสร้าง : แอ็คชั่น-คอเมดี้ (แนวภาพยนตร์) / สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (บริษัทผู้สร้างและจัดจำหน่าย) / บริษัท บาแรมยู (ดำเนินการผลิต) / สมศักดิ์ เตชะรัตนประเสริฐ (อำนวยการสร้าง) / ปรัชญา ปิ่นแก้ว, สุกัญญา วงศ์สถาปัตย์ (ควบคุมงานสร้าง) / ศิตา วอสเบียน ( ดำเนินงานสร้าง) / เฉลิม วงค์พิมพ์ (ผู้กำกับภาพยนตร์) / เฉลิม วงค์พิมพ์, ยุทธพงศ์ พีระยุทธพงศ์ (บทภาพยนตร์) / สมใจ จันทร์มูนตรี (กำกับคิวบู๊) / ธนชาติ บุญหล้า, เฉลิม วงค์พิมพ์ (กำกับภาพ) / เฉลิม วงค์พิมพ์, วิชิต วัฒนานนท์, บ.ทริพเพิลเอ็กซ์ ซีจี จำกัด (ลำดับภาพ) / สหรัตน์ บุญสถิตย์, ถนอม นันทวรพงษา (ออกแบบงานสร้าง) / ถนอม นันทวรพงษา (กำกับศิลป์) / เกียรติชัย คีรีศรี (ออกแบบเครื่องแต่งกาย) / ถัถลี จารุจุฑารัตน์, จิราวัฒน์ ขำนอง (แต่งหน้า) / มนต์ตา หาญวิชัย, เทิด ยอดทอง (ทำผม) / บ้านอิทธิฤทธิ์ (เทคนิคพิเศษด้านภาพ) / ด็อกเตอร์ เฮด (สร้างสรรค์งานโฆษณา)

นำแสดงโดย : ชูพงษ์ ช่างปรุง, พุฒิพงศ์ ศรีวัฒน์, พันนา ฤทธิไกร, สามารถ พยัคฆ์อรุณ, กัญญาภัค สุวรรณกูฏ, สมเดช แก้วลือ, อำพล รัตน์วงศ์, วิชัย พรหมจรรย์, จรัญ งามดี

เรื่องย่อ

...พ.ศ. 2398 ปีที่แผ่นดินแร้นแค้นถึงขีดสุด แต่ยังมี 1 วีรบุรุษ ยืนหยัดท่ามกลางเปลวเพลิง ซึ่งก็คือ โจรบั้งไฟ วีรบุรุษขุนโจร ผู้เปลี่ยนชะตาชีวิตเมืองโคราช

...ย้อนเวลากลับไปในยุคที่ควายยังอินเทรนด์เป็นที่ต้องการของชาวนาทุกหย่อมหญ้า ณ ดินแดนที่ราบสูง ได้เกิดวีรบุรุษขุนโจรนาม "โจรบั้งไฟ" ปล้นวัวควายจากพ่อค้าควายหรือ "นายฮ้อย" ไปแจกจ่ายชาวบ้าน โดยมี "บั้งไฟ" มิสไซล์ OTOP ประจำตัวที่ทรงพลัง มีอำนาจทำลายล้างเทียบเท่าขีปนาวุธ เป็นอาวุธคู่กาย แต่เป้าหมายที่แท้จริงของโจรบั้งไฟก็คือ ตามหานายฮ้อยที่ฆ่าพ่อแม่ของตนเพื่อสะสางความแค้น

...ในที่สุด จอมโจรแห่งท้องทุ่งอีสาน และ "นายฮ้อยสิงห์" ต้นตอของหนี้แค้นที่เขาตามชำระ ก็ถึงคราวเผชิญหน้ากัน แต่โจรบั้งไฟกลับไม่สามารถเข้าถึงตัวนายฮ้อยสิงห์ได้แม้แต่ปลายเล็บ เพราะนายฮ้อยสิงห์มีวิชาอาคมแก่กล้าไร้เทียมทาน

...แต่เหมือนฟ้าฝนเป็นใจ ส่ง "พระยาแหว่ง" พระยาหนุ่มหัวใสแกมโกง และ "ปอบดำ" จอมขมังเวทย์แห่งรัตติกาล สองศัตรูคู่อาฆาตของนายฮ้อยสิงห์ ให้โคจรมาพบกับโจรบั้งไฟ ทั้งสามจึงร่วมมือกันปฏิบัติการกำจัดเสี้ยนหนามให้สิ้นซาก

...สงครามระหว่างพระยาหัวใส โจรบั้งไฟ และเจ้าแห่งอาคมจึงปะทุขึ้น พบเรื่องราวการต่อสู้สุดระทึก และตื่นตาแบบย้อนเวลาไประเบิดความมันส์สนั่นท้องทุ่ง

รายละเอียดงานสร้าง

...ผู้ใด๋จะคิดว่าอีสาน ปี 2398 บั้งไฟที่จุดเพื่อขอฝนจะสามารถเป็นอาวุธทลายล้างทุกสิ่งแถมมีอานุภาพความเร็วเทียบเท่าจรวดมิสไซล์

...ผู้ใด๋จะคิดว่าอีสาน ปี 2398 บักควาย สัตว์แสนซื่อจะเป็นพาหนะในการไล่ล่า ความเร็วและความอึดไม่แพ้เสือชีตาร์

...ผู้ใด๋จะคิดว่าอีสาน ปี 2398 เกวียนแบบชาวบ๊าน ชาวบ้านจะติดเทอร์โบและพุ่งแรงกว่ารถเปอร์เช่ปี 2010

...นี่เป็นเพียงหนึ่งในอาวุธของ "บักเซียง" หรือชื่อในวงการว่า "โจรบั้งไฟ" จอมโจรแห่งท้องทุ่งอีสานปี 2398

..."ฅนไฟบิน" ผลงานลำดับที่ 6 ของผู้กำกับอารมณ์ดีอย่าง เฉลิม วงค์พิมพ์ ที่กลับมาคราวนี้พกพาความบู๊แอ็คชั่น พ่วงด้วยความฮาเต็มรูปแบบแถมให้ฟรี ๆ กับโปรดักชั่นสุดอลังการ จำลองเมืองอีสานเป็นสนามประลองเหล่า ฅนไฟบิน ชวนคนดูลุ้นแบบนั่งไม่ติด คิดอยากจะเป็นจอมโจรแห่งเปลวเพลิง ผู้พิชิตทั่วท้องทุ่ง

...ด้วยความสำนึกรักในบ้านเกิดพ่วงด้วยความประทับใจในวัยเด็กที่เคยหนีแม่ไปงานบุญบั้งไฟในจังหวัดขอนแก่น บวกด้วยอาการฝันหวานที่อยากจะเป็นผู้กำกับหนังแอ็คชั่นที่ฝรั่งดูแล้วต้องอึ้ง ทึ่งและเสียว ร้อง Oh! My God, Oh! My God กันเป็นแถว ทำให้เฉลิม วงค์พิมพ์ คิดอยากทำหนังแอ็คชั่นโดยบอกเล่าเรื่องราวของชาวอีสานเป็นพิเศษ

"ผมมีความรู้สึกอยากทำหนังเกี่ยวกับอีสานมาตั้งนานแล้ว โปรเจ็กต์แรกที่ผมคิดคือ 'จูราสสิคปาร์คเด้อ' แต่แล้วก็ไม่ได้ทำ จนมาอยู่บริษัทบาแรมยู ก็ได้ทำ '7 ประจัญบาน' ได้ทำ 'ตะเคียน' แต่เรื่องราวของการทำหนังอีสานก็ยังอยู่ในใจ และก็บังเอิญได้ไปอ่านเจอเรื่องราวของรถไถยนต์รุ่นแรกที่นำมาขายในเมืองไทยในยุคที่คนไทยยังใช้ควายไถนาอยู่ ก็เลยคิดว่าเรื่องนี้น่าจะทำเป็นหนังได้ ก็เลยยึดคาแร็คเตอร์ของหนังจอมยุทธ์มาผสานความเป็นไทย

ในหนังก็จะเป็นเรื่องราวสมัยรัชกาลที่ 4 - รัชกาลที่ 5 สมัยที่เซอร์จอห์นเบาว์ริ่งเข้ามาทำสนธิสัญญา ประเทศไทยจึงเกิดการค้าขายขึ้น ภาคกลางก็จะมีอาชีพทำนา แต่ควายขาดแคลนก็เลยมีการซื้อขายควายจากภาคอีสาน จึงเกิดอาชีพนายฮ้อยซึ่งเป็นคนต้อนควายเข้าไปขายที่กรุงเทพฯ แต่ปรากฏว่ามีพระยาหัวใสชื่อพระยาแหว่งเป็นคนนำรถไถยนต์เข้ามาขาย แต่ขายไม่ได้เพราะคนยังใช้ควายอยู่ พระยาแหว่งก็เลยเกณฑ์พรรคพวกที่เป็นโจรโดยมีโจรก่องข้าวน้อยเป็นหัวหน้าโดยสั่งให้ฆ่านายฮ้อยให้หมด อย่าให้นำควายไปขายที่กรุงเทพฯ ไม่งั้นรถไถยนต์จะขายไม่ได้ ในระหว่างที่มีเรื่องระหว่างพระยาแหว่งและนายฮ้อย ก็ยังมีเรื่องราวความบาดหมางระหว่างนายฮ้อยที่ดีและไม่ดี ที่ดีคือนายฮ้อยจะใช้วิธีซื้อควายและนำไปขาย ส่วนไม่ดีคือไปปล้นควายและเอาไปขาย หนังจะเป็นส่วนผสมระหว่างแอ็คชั่นและคอเมดี้ครับ แต่ความตลกของหนังอาจจะน้อยกว่า '7 ประจัญบาน 2' คือซีนแอ็คชั่นจะจริงจังขึ้น แต่ความเป็นแฟนตาซียังเหมือนเดิม"

...จุดเด่นในภาพยนตร์เรื่อง "ฅนไฟบิน" อยู่ที่ซีนแอ็คชั่นอันแปลกตาโดยการดีไซน์ของ "พันนา ฤทธิไกร" ผู้ซึ่งออกแบบคิวบู๊ให้กับภาพยนตร์ชื่อดังของเมืองไทยหลายเรื่อง อาทิ องค์บาก, ต้มยำกุ้ง และ "สมใจ จันทร์มูนตรี" ผู้กำกับคิวบู๊คู่บุญของ เฉลิม วงค์พิมพ์ ที่เคยร่วมงานกันมาใน 7 ประจัญบาน 2 โดยจะเน้นความสามารถพิเศษของ "เดี่ยว ชูพงษ์" เป็นหลัก ท่าแอ็คชั่นในเรื่องจึงเป็นการผสานระหว่างมวยไทยและยิมนาสติก อาทิ ลังกาหลังแทงเข่า, หมุนเกลียวแทงเข่าคู่ต่อสู้หรือหมุนเกลียวข้ามเครื่องกีดขวาง ซึ่งการออกแบบคิวบู๊ดังกล่าว พันนา ฤทธิไกรได้กล่าวไว้ว่า

"ตัวผม คุณเฉลิมและคุณสมใจช่วยกันออกแบบคิวบู๊ให้กับเดี่ยว เรามีการทำเวิร์คช็อปกันก่อนว่าเดี่ยวถนัดหรือไม่ถนัดตรงไหน ผมว่าเขามีความสามารถมากนะครับ แต่สิ่งที่พิเศษเหนือคนอื่นคือเรื่องความทุ่มเทและใจกล้า นี่คือคุณสมบัติที่ดีของคนที่จะเล่นบทบู๊ เดี่ยวสามารถเล่นฉากเสี่ยงตายได้หมด ให้สูงแค่ไหน เสียวแค่ไหนเขาไม่เคยท้อ ซ้อมคิวตลอด ส่วนท่าบู๊ของเดี่ยวจะเน้นมวยเข่า เพราะว่าเวลาที่เขาตีลังกากลางอากาศแล้วแทงเข่าคู่ต่อสู้ ผมว่ามันเป็นฉากที่สวยและสะใจมากครับ

ในเรื่องนี้แม้ตัวเรื่องจะเป็นแฟนตาซีแต่บทบู๊ก็ยังโหดไม่แพ้ เกิดมาลุย ครับมันส์ระห่ำเหมือนกันอย่างฉากที่เดี่ยวขึ้นขี่บั้งไฟ ความสูงกว่าตึก 5 ชั้น เดี่ยวต้องขึ้นไปยืนทรงตัวบนสลิงแล้วบั้งไฟจะพุ่งชนบ้าน หากว่าไม่จำจุดมาร์คให้ดี ตัวเดี่ยวก็จะทะลุบ้านติดกับบั้งไฟไปด้วย ซึ่งแรงดันของบั้งไฟที่อัดดินปืนมาเต็มลำ อาจทำให้เดี่ยวประสบอุบัติเหตุได้ หรืออย่างฉากที่เดี่ยวอยู่บนหลังคาเกวียนและเกวียนวิ่งเข้าชนบ้าน ซึ่งซีนนี้เกวียนพร้อมระเบิดได้ทุกเมื่อ ซึ่งเดี่ยวก็ต้องรีบเทคตัวออกมา ไม่อย่างนั้นก็จะหลุดไปกับเกวียนซึ่งรอเวลาที่จะระเบิด นี่คือส่วนหนึ่งของความมันส์ระห่ำในหนังเรื่องนี้ ส่วนฉากที่ดีไซน์เท่ ๆ สวยงามก็อย่างเช่น ซีนที่เดี่ยวลอดอุโมงค์เพลิงและท่อนซุงพุ่งเข้ามาชน เดี่ยวก็ทะลุเปลวเพลิงและแทงเข่าคู่ต่อสู้ครับ"

เหล่าจอมโจรฅนไฟบิน

...เฉลิม วงค์พิมพ์ กล่าวว่าตัวละครในภาพยนตร์เรื่อง ฅนไฟบิน จะเป็นตัวละครที่เหนือจริงและเหนือจินตนาการ ผสานความเป็นคาวบอยแบบอีสาน อย่าง เดี่ยว ชูพงษ์ ซึ่งรับบทเป็น โจรบั้งไฟ คาแร็คเตอร์จะเป็นคนที่มีพลังพิเศษ ปรากฏตัวที่ใดชาวบ้านก็จะถอยหนี มีบั้งไฟและตะไลเป็นอาวุธ อาศัยอยู่ที่ใดตัวตนที่แท้จริงเป็นอย่างไรไม่มีใครทราบ ส่วนพระยาแหว่ง (ลีโอ พุฒ) จะเป็นลูกผู้ดีมีสกุลเป็นถึงเจ้าขุนมูลนาย หน้าตาผิวพรรณดีแต่เสียอย่างเดียวที่ พิการปากแหว่งเพดานโหว่ เป็นคนหัวใส ฉลาดแต่โลภมาก ปอบดำ (พันนา ฤทธิไกร) สมัยก่อนมีอาชีพเป็นนายฮ้อยศิษย์สำนักเดียวกับนายฮ้อยสิงห์ (สามารถ พยัคฆ์อรุณ) เรียนวิชาคาถาอาคมด้วยกัน แต่เกิดผิดใจกันทำให้ปอบดำถูกนายฮ้อยสิงห์เสกคาถาอาคมไม่สามารถโดนแดดได้ ต้องเก็บตัวอยู่ในปราสาท เวลาโดนแดดร่างกายจะผุพอง เละเน่า

"ฅนไฟบินจะเป็นหนังกึ่งการ์ตูนแต่มีซีนแอ็คชั่นที่ดูจริงจัง อย่างคาแร็คเตอร์ของเสือเผ่นและลิงลมที่ต้องกระโจนตามเกวียน อย่างลิงลมที่ต้องปีนต้นไม้สูง ๆ เสือเผ่นที่ต้องกระโดดสี่เท้าหรืออย่างคาแร็คเตอร์น่ารักของโจรกล่องข้าวน้อย คือในชีวิตจริงมันไม่มี มันเป็นส่วนผสมที่สร้างสีสันให้กับหนัง แต่คาแร็คเตอร์ทุกตัวจะมีพื้นฐานความเป็นอีสานผสมอยู่ บางตัวผมก็ดัดแปลงมาจากนิยายพื้นบ้านปรัมปราของชาวอีสานด้วยครับ"

ย้อนรอยนายฮ้อย 2398 ปีที่แผ่นดินแร้นแค้นถึงขีดสุด

...สาเหตุที่ภาพยนตร์เรื่อง ฅนไฟบิน ต้องย้อนยุคไปถึงใน พ.ศ. 2398 หรือสมัยรัชกาลที่ 5 เนื่องจาก เฉลิม วงค์พิมพ์ ต้องการเล่าเรื่องราวที่เกิดสนธิสัญญาเบาริ่งเป็นครั้งแรก ทำให้ประเทศไทยเกิดอาชีพการค้าขายขึ้น ภาคกลางซึ่งมีอาชีพทำนา ก็เกิดการขาดแคลนควายทำให้ต้องนำเข้าควายจากภาคอีสานเป็นต้นเหตุให้เกิดอาชีพนายฮ้อยขึ้น ส่วนการรีเสิรช์ข้อมูลในเรื่องนี้ใช้เวลานานกว่า 6 เดือน จากภาพถ่ายเก่าหรือหนังสือของประเทศฝรั่งเศสที่เขาเก็บรวบรวม จากหอสมุด อินเตอร์เน็ต และปรับเลียนแบบ อย่างบ้านของพระยาแหว่งก็ดีไซน์ขึ้นมาใหม่ให้ดูใหญ่โตสมฐานะ หรืออย่างเครื่องแต่งกายด้วยความที่ไม่ต้องการให้ชาวอีสานใส่เสื้อม่อฮ่อม แต่ต้องการความแปลกใหม่ ดูเป็นคนเถื่อนจึงต้องรีเสิรช์ข้อมูลลึกกว่าทั่วไป จนทราบว่าสมัยก่อนอีสานจะแบ่งเป็นเผ่า จึงเอาความเป็นอยู่และการแต่งตัวมาดัดแปลงส่วนการดีไซน์บั้งไฟและตะไลให้เป็นอาวุธคู่กายพระเอกนั้น เฉลิมได้เล่าว่า

"บั้งไฟเป็นอุปกรณ์ชนิดหนึ่งในการขอฝน เป็นความเชื่อของคนอีสานก็เลยดีไซน์ว่า พระเอกน่าจะใช้อุปกรณ์ชนิดนี้เป็นอาวุธ คือในยุคนั้นปืนผาหน้าไม้ยังไม่มีมีแค่ดาบ หน้าไม้และธนูแต่ในทางของหนัง ผมอยากได้ภาพที่ดูแปลกตาจึงคิดว่าบั้งไฟน่าจะเป็นอาวุธให้พระเอกได้ แต่บั้งไฟจริงในสมัยนั้นจะเป็นอันใหญ่ มีทั้งบั้งไฟหมื่น บั้งไฟแสน และบั้งไฟล้าน ผมจึงนำมาดัดแปลงทั้งหมดแต่บั้งไฟของเดี่ยวจะเล็กเหมาะกับการพกพาครับ"

ฉากสุดหินใน ฅนไฟบิน

...ภาพยนตร์เรื่อง ฅนไฟบิน ทุ่มงบกว่า 40 ล้านในการเนรมิตโปรดักชั่นอันอลังการ การดีไซน์ฉากบู๊อันแปลกตาที่เฉลิม วงค์พิมพ์และพันนา ฤทธิไกรการันตีว่า ไม่เคยเห็นในภาพยนตร์แอ็คชั่นเรื่องใดมาก่อน นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ดึดดูดให้ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นที่สนใจของชาวไทยและชาวต่างชาติ แต่กว่าจะออกมาอย่างที่ผู้กำกับและทีมงานตั้งใจ ทุกคนต้องเหนื่อยและทุ่มเทถ่ายทำมานานเกือบปี จนทุกอย่างเรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบ

"หนังเรื่องนี้ใช้เวลาในการถ่ายทำนานครับ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะโปรเจ็คต์ใหญ่ ซีนแต่ละซีนก็ยากและค่อนข้างมีรายละเอียดเยอะ ใช้เวลาในการเตรียมงานก็นานทั้งในแง่โปรดักชั่น การดีไซน์คิวบู๊ของเดี่ยว และคิวแอ็คชั่นต่าง ๆ อย่างฉากที่ยากที่สุดคงจะเป็นฉากไฮไลต์ ที่เดี่ยวยิงบั้งไฟบุกถล่มบ้านพระยาแหว่งซึ่งต้องเซ็ตเป็นตลาด มีบ้านพระยาแหว่งความสูงกว่าตึก 3 ชั้น ซึ่งก่อนถ่ายผมได้จ้างให้คนทำบั้งไฟที่ จ.ยโสธร มาเทสต์ยิงบ้านก็กระจุยไปเลยครับ ก็เลยคุยกับทีมงานว่าให้ยิงบั้งไฟไปตามสลิงดีกว่า

ฉากนี้ก็ต้องพึ่งรถเครนครับ อุปสรรคความยากจะอยู่ที่ความยากของฉากแอ็คชั่น บางครั้งเซ็ตสลิงมากกว่า 20 -30 เส้น แต่พอลองถ่ายดูปรากฏว่าสลิงมันวิ่งช้าก็ต้องรื้อถ่ายกันใหม่ ฉากนี้ผมไม่อยากพึ่งซีจี เพราะรู้สึกว่าเวลาที่บั้งไฟวิ่งชนบ้าน ชนต้นไม้ จนแตกฉีกออก มันจะไม่เหมือนจริงก็เลยยอมเสียเวลา

ส่วนนักแสดงฉากนี้ก็มีครบทีมครับทั้งเดี่ยว พี่พันนา คุณสามารถ ลีโอ พุฒ และนางเอก มีฉากเสี่ยงเจ็บตัวของเดี่ยวด้วย แต่ผมยอมรับในสปิริตและความกล้าของเดี่ยวมา กเพราะเขาต้องขึ้นไปยืนบนสลิงความสูงถ้าเทียบก็เท่าตึก 5 ชั้น โดยต้องไม่เกาะอะไรเลย ตัวเดี่ยวต้องยึดติดกับบั้งไฟและพอบั้งไฟจะยิงทะลุบ้าน เดี่ยวก็ต้องเทคตัวออกมาให้ทัน ต้องรู้จุดมาร์ค ซึ่งก็ต้องมีการซ้อมกันนานมากครับ ไม่งั้นถ้าเดี่ยวเทคตัวออกไม่ทันก็ทะลุติดกับบั้งไฟเข้าบ้านเลยครับ ฉากนี้ใช้เวลาในการถ่ายทำนานกว่า 5 เดือนครับ แต่งานที่ออกมาก็ถือว่าพอใจครับ"

ฅนไฟบินกับความประทับใจ

...ด้วยความเป็นคนอีสานและเห็นความสวยงามในแง่มุมที่แตกต่างจากคนอื่น ทำให้เฉลิม วงค์พิมพ์อยากนำจุดนั้นมานำเสนอ ผสานความเป็นแอ็คชั่นที่ลงตัวและกลมกล่อม ซึ่งคนดูจะเต็มอิ่มไปกับซีนแอ็คชั่น โปรดักชั่นอันพิเศษและความสวยงามของบ้านเราที่แปลกตา นี่คือสิ่งที่เฉลิมรู้สึกประทับใจเป็นพิเศษในภาพยนตร์เรื่อง ฅนไฟบิ

"ด้วยความที่ผมเป็นคนอีสานก็จะเห็นแง่มุมบางอย่างที่มันดูสวยงาม เราก็อยากจะนำจุดนั้นมานำเสนอให้มาอยู่ในหนังแอ็คชั่นแบบลงตัว ไม่ใช่ว่าพออยากจะมีฉากแห่บั้งไฟก็มีซะอย่างนั้นโดยไม่มีอะไรที่เกี่ยวกับเนื้อเรื่องเลย ซึ่งมันเป็นความรู้สึกประทับใจของผมตั้งแต่เด็ก ๆ จริง ๆ แล้วผมว่า วัฒนธรรมของคนอีสานเราสามารถนำเสนอให้มันดูดีได้เหมือนอย่างที่เราชอบพูดกันว่า ทำไมหนังฝรั่งถึงถ่ายได้สวย เพราะว่าเราไม่เคยรู้สึกไปกับหนังไทย เพียงแค่รู้สึกว่าจะมีคนมาดูเหรอ ผมก็เลยคิดว่า เนี่ย เดี๋ยวผมจะถ่ายควายให้สวยเลย ถ่ายทุ่งนาให้สวยซึ่งผมว่าผมทำได้

อย่างฉากที่เดี่ยวไปบุกกองคาราวานนายฮ้อย ซึ่งมีสามารถ พยัคฆ์อรุณ เป็นหัวหน้าซึ่งมันเป็นกองคาราวานควายกว่า 1000 ตัว คือซีนนี้เป็นการรวมของต้องห้ามของหนังไทย ไม่ว่าจะเป็น สัตว์ เอฟเฟ็กต์ สลิงพ่วงด้วยระเบิดอีก ซีนแอ็คชั่นที่ต้องเล่นกับควายซึ่งควายเขาไม่ฟังเรา เวลาที่เราจะมาร์คจุดเขาก็ไม่อยู่ตรงจุด ซึ่งหากว่าเดี่ยวกระโดดและลงในจุดที่โดนควายก็จะโดนขวิดเอาได้ ควายก็จะต้องเอาใจเพราะเดี๋ยวเขาจะกลับบ้าน ไม่ยอมถ่ายและฉากนี้เป็นซีนแอ็คชั่นที่สวยมาก มีทั้งท่าที่เดี่ยวลังกาหลังแทงเข่าคู่ต่อสู้ กระโดดหมุนเกลียวกว่า 10 ตลบและแทงเข่าจุดอ่อนศัตรู ผมว่าฉากนี้ทั้งมันส์และสนุกครับ"

คาแร็คเตอร์ตัวละคร

- โจรบั้งไฟ วีรบุรุษขุนโจร (ชูพงษ์ ช่างปรุง) - ไม่มีใครรู้มาก่อนว่าโจรบั้งไฟเป็นใคร มาจากไหน รู้แค่ว่าโจรบั้งไฟปล้นเอาวัวควายจากพวกนายฮ้อย แล้วนำเอาวัวควายมาแจกให้ชาวบ้านที่ยากจนใช้ทำไร่ทำนา ไม่เคยมีนายฮ้อยคนใดเอาชนะโจรบั้งไฟได้เลย เพราะเขามีวิชามวยเข่าทะลุฟ้าและใช้บั้งไฟกับตะไลที่มีอานุภาพรุนแรงเป็นอาวุธ นิสัยที่แท้จริงของโจรบั้งไฟเป็นเพียงชายหนุ่มซื่อ ๆ คนหนึ่ง แต่ลึก ๆ แล้วก็มีความแค้นฝังใจตั้งแต่ยังเด็ก กลายมาเป็นโจรเพราะต้องการตามหาคนที่ฆ่าพ่อแม่ตน ควบคุมอารมณ์ได้ดีเวลาต้องเผชิญหน้าคู่ต่อสู้ ไม่เคยคุยกับผู้หญิง จนกระทั่งมาเจออีสาวแต่จะอายมากเวลาที่ต้องอยู่กันสองต่อสอง

..."เดี่ยว ชูพงษ์ ช่างปรุง" เข้าวงการโดยการร่วมแสดงภาพยนตร์เรื่อง "องค์บาก" หลังจากที่ได้เข้าร่วมพิธีไหว้ครูที่วิทยาลัยพละศึกษา จังหวัดมหาสารคาม กับ "พันนา ฤทธิไกร" และ "จา พนม" หลังจากภาพยนตร์เรื่อง "องค์บาก" เดี่ยว ชูพงษ์ก็ได้เป็นหนึ่งในทีมสตันท์ของพันนาและด้วยความโดดเด่นทางด้านบุคลิกหน้าตาและความสามารถทางด้านบทบู๊หลากสไตล์ พ่วงด้วยพื้นฐานยิมนาสติกและมวยไทย ทำให้เดี่ยว ชูพงษ์ ได้รับคัดเลือกให้รับบทพระเอกเรื่อง "เกิดมาลุย" และประสบความสำเร็จทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ โดยเฉพาะเมื่อครั้งเดินทางไปโปรโมทยังประเทศญี่ปุ่น ฝรั่งเศส และอเมริกา

"คาแร็คเตอร์ตัวละครในเรื่องผมก็จะยึดความเป็นจอมยุทธ์ ความเป็นคาวบอย แต่ก็ผสมผสานความเป็นอีสานอยู่ด้วย อย่าง 'เดี่ยว ชูพงษ์' ในเรื่องรับบทเป็น 'บักเซียง' หรือ 'โจรบั้งไฟ' เป็นเด็กหนุ่มวัย 26 ปี เป็นคนจิตใจดี ปล้นควายจากนายฮ้อยมาให้ชาวบ้าน ในเรื่องโจรบั้งไฟจะใช้บั้งไฟและตะไลเป็นอาวุธ ซึ่งก็คือภูมิปัญญาชาวบ้านของคนอีสานที่ทำเพื่อขอฝน ในเรื่องเดี่ยวเขาจะเก่งไม่มีใครกล้าต่อกร พอโจรบั้งไฟปรากฏตัว ทุกคนก็จะถอยหนี แต่เขาเป็นคนที่มีปูมหลังเพราะพ่อกับแม่ถูกฆ่า ทำให้ไม่ไว้ใจ ไม่มีเพื่อน คอยตามหาคนที่ฆ่าพ่อกับแม่ตนตลอด อันดับแรกที่ผมเลือกเดี่ยว คือความสามารถทางด้านแอ็คชั่นของเขาที่เล่นได้โดยไม่พึ่งตัวแสดงแทน สองคือเป็นคนอีสาน สามคือตอนที่เดี่ยวมาแคสติ้ง ปรากฏว่าเขาเล่นได้ทั้งแอ็คชั่นและฉากโรแมนติกครับ ก็เลยคิดว่าเขาเหมาะ"

- ปอบดำ ขุนไฟรัตติกาล (พันนา ฤทธิไกร) - สิบกว่าปีก่อน มีนายฮ้อยอยู่สองคนที่มีชื่อเสียงเกรียงไกรไร้เทียมทาน และทั้งสองก็ได้สาบานเป็นเสี่ยวกัน คือ นายฮ้อยดำและนายฮ้อยสิงห์ แต่แล้วทั้งสองก็มีเรื่องบาดหมางใจกัน นายฮ้อยดำสู้นายฮ้อยสิงห์ไม่ได้ ถูกอาคมจนกลายเป็นปอบ ที่ชาวบ้านหวาดกลัวและเรียกขานกันว่า "ปอบดำ" นิสัยของปอบดำมีความละโมบ เห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้ อยากเป็นใหญ่ ทำทุกอย่างเพื่อตัวเองมีความแค้นเป็นอย่างมากกับนายฮ้อยสิงห์และต้องการแก้แค้นให้ได้ไม่ว่าโดยวิธีใดก็ตาม

"ตอนวัยหนุ่ม ปอบดำเป็นนายฮ้อยมาก่อน เป็นเพื่อนกับนายฮ้อยสิงห์ คือไอเดียแรกของการทำหนังเรื่องนี้ที่คิดไว้คือ ต้องเป็นคนอีสานที่มีชื่อเสียง พี่พันนาก็เป็นหนึ่งในนั้น คือเขามีชื่อเสียงโด่งดังไปถึงเมืองนอกเมืองนาและด้วยความที่เป็นพระอาจารย์นักบู๊และฝีมือก็สูสีกับเดี่ยว ชูพงษ์ และที่สำคัญคือตอนที่ฟิตติ้งและแคสติ้งพี่พันนาเหมาะกับคาแร็คเตอร์นี้มาก แม้ว่าจะห่างหายไปนานกว่า 10 ปี แถมยังเล่นบทร้ายได้สะใจผมอีกด้วยครับ"

- พระยาแหว่ง จอมโจรไร้สติ (พุฒิพงศ์ ศรีวัฒน์) - พระยาผู้มองการณ์ไกล หลังจากร่ำเรียนจนจบจากอังกฤษ ก็กลับสยามบ้านเกิดเมืองนอน โดยได้นำเอาเทคโนโลยีจากอังกฤษกลับมาด้วย ก็คือ รถไถยนต์ แต่เมืองสยามมีวัวควายที่เลี้ยงเอาไว้ทำไร่ไถนาอยู่เต็มไปหมด รถไถยนต์จึงขายไม่ได้ พระยาคุ้มดีคุ้มร้ายท่านนี้จึงต้องกำจัดควายให้หมดไป พระยาแหว่งเป็นคนหน้าตาและผิวพรรณดีแต่เสียดายที่ปากแหว่งเพดานโหว่ตั้งแต่กำเนิด มีหัวทางธุรกิจแต่กะล่อน ทะเล้น เล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนมากกว่าประโยชน์ของชาติ ต้องการกำจัดทุกคนที่ขวางทาง มักมากในกาม มีเมียอยู่แล้วหลายคน แต่ก็ยังต้องการ "อีสาว" เป็นเมียอีก

"สิ่งหนึ่งที่ผมอยากได้ในบทของพระยาแหว่ง คือต้องหน้าตาและผิวพรรณดี เป็นพระยาฐานะชาติตระกูลร่ำรวย คือในสมัยนั้นคนที่จะไปเรียนเมืองนอกได้ต้องมีฐานะจบมาเป็นพระยา เป็นคนหน้าตาดีแต่พิการ ต้องเล่นทะลึ่งทะเล้นหน่อยซึ่งลีโอ พุฒเขาสามารถเล่นได้ครับ"

- นายฮ้อยสิงห์ คนอาคมไฟ (สามารถ พยัคฆ์อรุณ) - นายฮ้อยผู้มีชื่อเสียงโด่งดังจากอีสานจนถึงบางกอก เพราะเป็นคนเก่งกล้าสามารถ มีวิชาอาคมปราบภูตผีปีศาจ และเป็นนายฮ้อยที่นำกองคาราวานค้าควายมาตลอดสิบกว่าปี โดยไม่มีผู้ใดปล้นคาราวานของนายฮ้อยผู้นี้ได้เลย เป็นหนุ่มใหญ่ผู้เคร่งขรึม นิ่ง ไม่เคยกลัวอะไรเป็นคนดีรักลูกน้องทุกคน ไม่เอาเปรียบชาวบ้าน ไม่อยากเห็นคนผิดลอยนวลไปได ้และไม่เคยคิดว่าจะต้องมาเผชิญหน้ากับปอบดำอีกเป็นครั้งที่สอง

"มีจังหวะหนึ่งตอนที่ถ่าย 7 ประจัญบานภาคสอง พี่มาด สามารถแสดงบทดราม่าได้ ซึ่งแกทำได้ดีและหน้าแกคล้าย ๆ กับ Clint East wood (คลินต์ อีสต์วู้ด) นักแสดงที่ผมชอบก็เลยคิดว่าจับพี่มาดมาแต่งตัวแบบจังโก้อีสาน ขี่ม้าไว้หนวด ปรากฏว่าดูดีมาก เหมือนเรากำลังดูหนังคาวบอยอยู่ ซึ่งผมชอบแกนะ ผมว่าแกเท่ห์มาก แต่ก็ติดในเรื่องของภาษาเหมือนกัน ซึ่งผมก็ให้ทีมงานอัดเทปเสียงอีสานไว้ให้พี่มาดฝึกพูดฝึกฟัง ซึ่งเขาก็ทุ่มเทฝึกซ้อมมากครับ"

- อีสาว หญิงสาวเลือดพรหมจารี (อุ้ย กัญญาภัค สุวรรกูฏ) - สาววัยรุ่น ลูกสาวของปอบดำที่ตั้งแต่เกิดมาก็ไม่มีใครคบหาสมาคมด้วย เพราะถูกรังเกียจว่าเป็นลูกของปอบดำ อีสาวเป็นที่หมายปองของพระยาแหว่ง แต่อีสาวถูกชะตาต้องใจกับบักเซียง หรือโจรบั้งไฟมากกว่า เพราะต่างเข้าใจและเห็นใจกันตรงที่ตั้งแต่เกิดมาก็ไม่มีใครคบหาเหมือนกัน และรู้สึกประทับใจในความเป็นลูกผู้ชายของบักเซียงอย่างที่ไม่เคยได้รับจากชายใด เป็นสาวงามมีเสน่ห์ แต่จะออกโก๊ะ ๆ อยู่บ้าง เก่งงานบ้านงานเรือน แต่ในใจก็ยังรู้สึกว้าเหว่ไม่มีเพื่อน ลำบากใจทุกครั้งเมื่อต้องไปเจอกับชาวบ้าน

"บทน้องอุ้ยถือเป็นปัญหาใหญ่ในหนังครับ เพราะตอนแรกเรามองหานักแสดงที่มีชื่อเสียงและสามารถพูดภาษาอีสานได้ แต่ก็ยากที่จะทำให้คนดูเชื่อก็หากันนานเหมือนกัน สุดท้ายจึงต้องหานักแสดงหน้าใหม่ จนมาได้น้องอุ้ย ตอนแรกก็หวั่นใจว่าเขาจะสามารถเล่นได้หรือเปล่า แต่ตอนที่มาแคสติ้งปรากฏว่าเขาเหมาะกับบทนี้มาก ก็ลองให้เข้าฉากพระกับนางกับเดี่ยวดู ซึ่งปรากฏว่าเหมาะสมกันมากครับ"

- บักคาน หรือ เสือเผ่น ปราดเปรียวประดุจเสือ (อำพล รัตน์วงศ์) - ลูกน้องคู่ใจอีกคนของนายฮ้อยสิงห์ที่มีรอยสักเสือเผ่นที่หน้าอก และมันจะกลายเป็นเสือ กระโจนตะปบศัตรูของนายฮ้อยสิงห์ ยามที่นายฮ้อยสิงห์ใช้อาคมปลุกเสกของในตัวมัน

- บักแผน หรือ ลิงลม ว่องไวประดุจลิง (วิชัย พรหมจรรย์-ต๋อง ชวนชื่น) - ลูกน้องคู่ใจของนายฮ้อยสิงห์ผู้มีรอยสักลิงลมที่หน้าอก ยามมีศัตรูมากล้ำกราย นายฮ้อยสิงห์จะใช้วิชาปลุกเสกของที่อยู่ในตัวมัน แล้วมันจะกลายเป็นลิงลม ห้อยโหนโจนทะยานไปตามต้นไม้ ช่วยกำจัดศัตรูให้นายฮ้อยสิงห์

- โจรก่องข้าวน้อย เพชฌฆาตฟาดไม่ยั้ง (สมเดช แก้วลือ) - โจรผู้รอดจากโทษประหาร เพราะพระยาแหว่งช่วยชีวิตไว้ เพื่อเอาตัวมาใช้งานปล้นวัวควาย และฆ่าพวกนายฮ้อย คุณสมบัติพิเศษของมันก็คือ ยามที่ท้องมันอิ่มมันก็คือคนธรรมดา แต่ยามใดที่ท้องมันหิว มันจะแปรเปลี่ยนเป็นอสูรกายและมีพละกำลังดั่งช้างสาร

ประวัติและผลงานของเฉลิม วงค์พิมพ์

วัน / เดือน/ ปี เกิด : 26 ตุลาคม 2514

การศึกษา : มัธยม โรงแรมแก่นนครวิทยาลัย จ. ขอนแก่น, คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ผลงานการกำกับ : ไนน์ตี้ช็อค เตลิดเปิดโลง (2540), ล่าระเบิดเมือง (2542), 7 ประจัญบาน 1 (2545), ตะเคียน (2546), 7 ประจัญบาน 2 (2548), คนไฟบิน (2549)

ตำนานบั้งไฟ ความประทับใจอันเป็นที่มาของ ฅนไฟบิน

...ตำนานของประเพณีบุญบั้งไฟ ผูกพันกับนิทานพื้นบ้านสองเรื่องคือเรื่อง ท้าวผาแดงนางไอ่ และเรื่อง สงครามระหว่างพญาคันคากกับพญาแถน ซึ่งเป็นเรื่องที่กล่าวถึงที่มาของการยิงบั้งไฟเลยทีเดียว ตำนานเรื่องนี้เริ่มจากพระโพธิสัตว์เสวยชาติเป็นพญาคันคาก (คางคก) อาศัยอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ครั้งนั้น พญาแถน เทพผู้เป็นใหญ่ในสวรรค์ผู้ดลบันดาลให้ฝนตก เกิดไม่พอใจชาวโลกจึงบันดาลให้ฝนไม่ตกเลยตลอด 7 ปี 7 เดือน 7 วัน ชาวเมืองทนไม่ไหวจึงคิดทำสงครามกับพญาแถน แต่สู้พญาแถนกับกองทัพเทวดาไม่ได้ ถูกไล่ล่าหนีมาถึงต้นไม้ใหญ่ที่พญาคันคากอาศัยอยู่

...ในที่สุดพญาคันคากตกลงใจเป็นจอมทัพของชาวโลกต่อสู้กับพญาแถน พญาคันคากให้พญาปลวกก่อจอมปลวกขึ้นไปจนถึงสวรรค์ ให้พญามอดไม้ไปทำลายด้ามอาวุธของทหารและอาวุธพญาแถน และให้พญาผึ้งต่อ แตนไปต่อยทหารและพญาแถนฝ่ายเทวดาพ่ายแพ้ พญาแถนจึงให้คำมั่น หากมนุษย์ยิงบั้งไฟขึ้นไปเตือนเมื่อไรจะรีบบันดาลให้ฝนตกลงมาให้ทันที และถ้ากบเขียดร้องก็ถือเป็นสัญญาณว่าฝนได้ตกลงถึงพื้นแล้ว และเมื่อใดที่ชาวเมืองเล่นว่าวก็เป็นสัญญาณแห่งการหมดสิ้นฤดูฝน พญาแถนก็บันดาลให้ฝนหยุดตก

....งานบุญบั้งไฟจัดขึ้นทุกปีในช่วงเดือนพฤษภาคมซึ่งเป็นช่วงก่อนการทำนา จุดประสงค์คือขอฝนและเชื่อว่าหากหมู่บ้านใดไม่จัดบุญบั้งไฟก็อาจก่อให้เกิดภัยพิบัติ สำหรับการจัดงานและการละเล่นในประเพณีบุญบั้งไฟนั้น ในวันสุกดิบ ซึ่งหมายถึงวันที่ชาวบ้านจะจัดขบวนแห่บั้งไฟไปยังศาลปู่ตาของหมู่บ้าน เพื่อทำพิธีเซ่นสรวง มีการจุดบั้งไฟที่ใช้ในการเสี่ยงทาย เพื่อเสี่ยงทายดูความอุดมสมบูรณ์และความสำเร็จในการทำนาของปีนั้น จากนั้นก็พากันดื่มเหล้าฟ้อนรำรอบศาลปู่ตาเป็นที่สนุกสนาน แล้วก็แห่บั้งไฟไปยังสถานที่จัดงาน หรือหมู่บ้านที่จัดงานบุญบั้งไฟ เพื่อจุดแข่งขันประกวด ประชันกันต่อไป

...ปัจจุบันบั้งไฟที่ใช้จุดแข่งขันมีหลากหลายที่นิยมเรียกกัน ได้แก่ บั้งไฟหมื่น บั้งไฟแสน บั้งไฟล้าน ซึ่งมีปริมาณของดินปืนมากน้อย แตกต่างกันไป "บั้ง" แปลว่า "ไม้กระบอก" บั้งไฟเป็นดอกไม้เพลิง ทำจากกระบอกไม้ไผ่ที่อัดดินปืนเพื่อการจุดระเบิดให้พุ่งขึ้นไปในอากาศเป็นการบวงสรวงพญาแถนโดยมีขนาดที่นิยมอยู่ 3 ขนาดคือ

- บั้งไฟธรรมดา - บรรจุดินปืนไม่เกิน 12 กิโลกรัม

- บั้งไฟหมื่น - บรรจุดินปืนขนาด 12-199 กิโลกรัม

- บั้งไฟแสน - บรรจุดินปืนขนาด 120-299 กิโลกรัม

- บั้งไฟล้าน - บรรจุดินปืนขนาด 300 กิโลกรัมขึ้นไป

...ถ้าบั้งไฟขึ้นสูงก็เชื่อว่าฝนฟ้า ข้าวปลา อาหารจะอุดมสมบูรณ์ดีชาวบ้านก็จะพากันเลี้ยงฉลองรื่นเริงกันในหมู่ผู้ที่ไปร่วมงาน หากบั้งไฟแตกหรือไม่ขึ้นก็หมายความว่าฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาลเป็นต้น

********************



Copyright 2004 | deknang | All rights reserved.
Mambo Open Source is Free Software released under the GNU/GPL License