deknang popcorn magazine Degnang BBS
 
หน้าแรก ข่าวหนัง คอลัมน์ ถาม/ตอบ ติดต่อเรา

Main Menu
 หนังข่าว
 คอลัมน์
 กระดานข่าว
 มามะมาจอยกัน
 --L i n K--
 โปรแกรมฉายหนังไทยปี 53
 ป๊อปคอร์นแม็ก
 เจไดยุทธ
 มูลนิธิหนังไทย
 ศูนย์ข้อมูลหนังไทย
 สมาคมสมาพันธ์หนังไทย
 เครือข่ายคนดูหนัง
 ดูหนังอย่างคนป่วย
 ไทยอินดี้
 กลแสง
 ดิจิตอลวิดีโอคลับ
 ฟุ๊คดุ๊ค
 เฟย์
 ออนโอเพ่น
 ไบโอสโคป
 wisekwai
 สหมงคลฟิล์ม
 จีทีเอช
 อาวอง
 ไฟว์สตาร์
 พระนครฟิลม์
 คิกเดอะแมชชีน
 ป๊อปพิคเจอร์ส
 เอ็กซ์ตร้าเวอร์จิ้น
 มหรสพทัศน
 ไทยบ็อกซ์ออฟฟิศโมโจ
 การ์ตูนทีเคโอ
 สำนักหนังสือไต้ฝุ่น
 หนังกลางแปลง
 หนังเอ็มไทย
 เด็กฟิล์ม
 เอนเตอร์เทนออนไลน์
 ไต้ฝุ่นแลนด์
 ร้านก็องดิด-สนพ. 1
 อังเคิลแกลอรี่
 ปอปป้ากานดา

ข่าวเก่า
ไฮไลต์หนังไทย "ค่ายใบโพธิ์" ปี 53
มองสถานการณ์รอบตัวในปี 52 แนวโน้มและทิศทางหนังปี 53 ของค่ายใบโพธิ์ กับ "เสี่ยเจียง"
ฮู อาร์ ยู (WHO R U?) : คนคุ้นเคยที่คุณไม่เคยรู้จัก (ข้อมูลแรก)
จับเข่าคุยผู้กำกับรุ่นใหญ่ "สุรสีห์ ผาธรรม" กับการรีเมคหนังไทยระดับตำนาน "ครูบ้านนอก บ้านหนองฮีใหญ่"
เผยโฉม 5 ใบปิด "ตายโหง" หนังสยอง "พจน์ อานนท์" ที่เตรียมดังขึ้นหน้าหนึ่ง

ข่าวยอดนิยม
โอ้ลัลล้า รายได้รวมหนังไทย 2552 (+ อัพเดทโปรแกรมฉายปี 53)
เผยโฉม 5 ใบปิด "ตายโหง" หนังสยอง "พจน์ อานนท์" ที่เตรียมดังขึ้นหน้าหนึ่ง
ไฮไลต์หนังไทย "ค่ายใบโพธิ์" ปี 53
ตัวแม่รีเทิร์นส "นก สินจัย" คืนจอด้วยหนังสยองขวัญสุดหลอน "Who R U?"
ฮู อาร์ ยู (WHO R U?) : คนคุ้นเคยที่คุณไม่เคยรู้จัก (ข้อมูลแรก)

Archive
ธันวาคม, 2009
พฤศจิกายน, 2009
ตุลาคม, 2009
กันยายน, 2009
สิงหาคม, 2009
กรกฎาคม, 2009
มิถุนายน, 2009
พฤษภาคม, 2009
เมษายน, 2009
มีนาคม, 2009

Hit Counter
5019321 ผู้เยี่ยมชม

Who's Online
ขณะนี้มี 102 บุคคลทั่วไป ออนไลน์



Your location: หนังข่าว
เพื่อน...กูรักมึงว่ะ : หนังรัก...ลึกสุดใจ "พจน์ อานนท์"   PDF  พิมพ์  ส่งเมล์ 
เขียนโดย เกย์คิง แต่งหญิง แอ๊บแบ๊ว  
อาทิตย์, 12 สิงหาคม 2007

เอื้อเฟื้อข้อมูล : ฝ่ายประชาสัมพันธ์สหมงคลฟิล์ม

ปรู๊ฟ-เรียบเรียง : ซิ้มแปด (แอบ) รักเพื่อน

ระดับความน่าดู :

กำหนดฉาย : 13 กันยายน 2550

เว็บไซต์ทางการ : คลิกที่นี่ / คลิกฟังเพลง / โหลดคลิปหลุด / คลิกกระทู้กูรักมึง

ทีมงานสร้าง : อิโรติก-โรแมนติก-ดราม่า (แนวภาพยนตร์) / สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล (บริษัทผู้สร้าง-จัดจำหน่าย) / ฟิล์ม กูรู (บริษัทดำเนินงานสร้าง) / สมศักดิ์ เตชะรัตนประเสริฐ (อำนวยการสร้างฝ่ายบริหาร) /พจน์ อานนท์ ควบคุมงานสร้าง) / พจน์ อานนท์ (ผู้กำกับภาพยนตร์) / ทิวา เมยไธสง (กำกับภาพ) / กูรู ทีม (กำกับศิลป์) / เพ็ญพิชชา ลิ้มกลิ่นแก้ว (ผู้จัดการกองถ่าย) / ทิวา เมยไธสง (ลำดับภาพ) / ทิณกร แสงศรี (ออกแบบเครื่องแต่งกาย) / วรธน กฤษณะกลิน (ออกแบบการแต่งหน้า) / อดิช เยี่ยมฉวี, ปริญญา ปานตั้น (แต่งหน้า) / อดิช เยี่ยมฉวี, ฐาน ธัญศญาพร, สิริวรรณ ศิริพร (แต่งหน้าเอฟเฟคต์) / เกันตนา (บันทึกเสียง), ไจแอ้นท์ เวฟ (ดนตรีประกอบ), จุลานนท์ แสงไพฑูรย์ (โลเกชั่น) / กันตนา (บันทึกเสียง) / 105 นาที (ความยาว) / อยากรู้ แต่ไม่อยากถาม (Calories Blah Blah) (เพลงประกอบภาพยนตร์) / http://www.bangkoklovestorymovie.com (เว็บไซต์ภาพยนตร์)

นำแสดงโดย: รัตนบัลลังก์ โตสวัสดิ์, ชัยวัฒน์ ทองแสง, วีรดิษฐ์ ศรีมาลัย, ฌัชชา รุจินานนท์, อุทุมพร ศิลาพันธ์, รัชนู บุญชูดวง, ชลประคัลภ์ จันทร์เรือง, สุเชาว์ พงษ์วิไล, สหัสชัย ชุมรุม

"การที่เราจะรักใครสักคน มันต้องมีเหตุผลด้วยหรือ???"

นี่คือเรื่องราวความรักของชายสองคน...ที่อาจไม่มีวันสมหวังในรักนั้น

นี่คือเรื่องราวของความรัก...ที่แม้ไม่สมควรบังเกิด

แต่เมื่อมันพร้อม...ก็ไม่มีสิ่งใดมาขวางกั้นได้...

"เพื่อน...กูรักมึงว่ะ"

ภาพยนตร์ "รัก" ที่ดีที่สุดของ "พจน์ อานนท์"

13 กันยายน 2550 ร่วมเป็นประจักษ์พยานแห่งรักของพวกเขา

เรื่องรักของ..."เขา" กับ "เขา"

...เรื่องราวความรักระหว่างชายหนุ่มสองคนที่ชีวิตของทั้งคู่เป็นเหมือนเส้นขนานที่ไม่มีวันโคจรมาเจอกันได้ แต่แล้ววันหนึ่งโชคชะตากลับนำพาให้มาทาบทับในวังวนแห่งรักของกันและกัน

..."เมฆ" (รัตนบัลลังก์ โตสวัสดิ์) ชายหนุ่มพูดน้อย เขาไม่เคยรักใครและไม่คิดจะรักใคร นอกจากแม่และ "หมอก" (วีรดิษฐ์ ศรีมาลัย) น้องชายคนเดียวของเขาเท่านั้น เมฆอาศัยอยู่คนเดียว เปลี่ยนชื่อและที่อยู่ไปเรื่อย ๆ ตามความสะดวกและปลอดภัยของงาน เมฆทำงานที่ไม่มีความแน่นอน เขาทำงานที่ไม่สมควรมีความรัก...เมฆเป็นมือปืน

...เมฆถูกหมอบหมายภารกิจฆ่าครั้งใหม่ เป้าหมายของเขาคือ "อิฐ" (ชัยวัฒน์ ทองแสง) ชายหนุ่มหน้าตาดี มีฐานะ แต่อิฐกลับรู้สึกเหมือนขาดอะไรบางอย่างในการหล่อเลี้ยงชีวิตรัก แม้เขาจะมี "ทราย" (ฌัชชา รุจินานนท์) ผู้หญิงที่เขาจะแต่งงานด้วยในไม่ช้า...อยู่เคียงกายก็ตาม

...เมฆเฝ้าติดตามอิฐทุกฝีก้าวเพื่อทำงานชิ้นนี้ให้สำเร็จ แต่เมื่อถึงเวลาลงมือจริง เขากลับฆ่าอิฐไม่ได้ อะไรบางอย่างในใจของเขาต่อต้านการกระทำครั้งนี้...อย่างรุนแรง

...นั่นทำให้เมฆและอิฐถูกตามล่าจากหัวหน้าใหญ่ของเมฆ จนเมฆได้รับบาดเจ็บ ทั้งคู่พากันมาหลบที่ห้องของเมฆ อิฐคอยเฝ้าดูแลรักษาเมฆที่บาดเจ็บจนอาการดีขึ้น

...เมื่อความชิดใกล้ได้ก่อเกิด ความรู้สึกบางอย่างลึก ๆ ภายในใจของทั้งคู่จึงแปรเปลี่ยนเป็นความโหยหา...ความรักที่ทั้งคู่ปิดบังซ่อนเร้นอยู่ภายในได้ถาโถมเข้าใส่จนเกินต้านทาน

...แต่แล้วก็เป็นดั่งปลาว่ายทวนกระแสน้ำ มือปืนอย่างเมฆไม่อาจทำใจยอมรับความสัมพันธ์ที่เขาเองก็ยังสับสนว่าเป็นความรักจากใจหรือความใคร่ชั่วข้ามคืนที่เกิดขึ้นนี้ได้ เมฆพยายามหนีหัวใจของตัวเองอย่างถึงที่สุด แต่อิฐก็ไม่ลดละที่จะออกตามหาเมฆที่เป็นเหมือนครึ่งหนึ่งของชีวิตที่หายไป...อย่างไม่รู้ชะตากรรม

...เมฆฝืนตัดใจและบังคับตัวเองให้กลับมาสะสางภารกิจสุดท้ายให้เสร็จสิ้น เพื่อที่จะพาแม่และน้องชายที่ทั้งคู่ติดเอดส์จากพ่อเลี้ยงไปรักษาตัวและอยู่ด้วยกันเป็นครอบครัวอีกครั้ง

...แต่ทุกอย่างก็ไม่เป็นไปตามที่เมฆคาดหวังไว้

...ทางด้านอิฐก็ได้แต่เฝ้ารอ...รอ และรอ รอวันที่เขาจะได้พบกับเมฆอีกครั้ง และบอกความในใจแก่เขา ก่อนที่มันจะสายเกินไป

...ท่ามกลางความแปรปรวนของลมฟ้าอากาศที่เกินหยั่งได้ แต่ภายในใจของทั้งอิฐและเมฆกลับปรวนแปรเอ่อล้นด้วยแรงปรารถนาและความคะนึงหากันและกัน...ยิ่งกว่านั้น

...และแล้ว...วันที่ทั้งคู่ได้พบกันและน่าจะอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขอีกครั้ง...ก็มาถึง

...แต่ทว่า...โชคชะตาก็ย้อนกลับมาเล่นตลกกับความรักของเขาทั้งคู่อีกครั้ง...เช่นกัน

...หรือ...ความรักของทั้งคู่จะเป็นได้เพียงเส้นขนาน ที่ไม่อาจกลับมาทาบทับกันและกันได้อีก...ตลอดไป

เรื่องรัก...ลับ-เร้น-ลึก

...ผลงานภาพยนตร์อิโรติก-โรแมนติก-ดราม่าเรื่องล่าสุดของผู้กำกับไอเดียล้น "พจน์ อานนท์" (สติแตกสุดขั้วโลก, 18 ฝนคนอันตราย, โกซิกส์: โกหก ปลิ้นปล้อน กะล่อน ตอแหล, ว้ายบึ้ม เชียร์กระหึ่มโลก, ปล้นนะยะ, เอ๋อเหรอ และหอแต๋วแตก) กับเรื่องราวเร้นลึกของความรักที่เขาอยากทำมาทั้งชีวิต ครั้งแรกของวงการภาพยนตร์ไทยที่กล้าเปลือยหัวใจลึก ๆ ของลูกผู้ชายอก 3 ศอก...บางคน

..."สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล" และ "ฟิล์ม กูร" ขอต้อนรับทุกคนเข้าสู่โลกของความรักที่ไม่มีกฎเกณฑ์มาคั่นกลาง ความรักของผู้ชายที่ไม่ได้มีเพียงผู้หญิงเท่านั้นที่เป็นคำตอบของหัวใจ ความรักในแบบฉบับที่ใครหลายคนไม่กล้าเปิดใจยอมรับมัน

..."เพื่อน...กูรักมึงว่ะ" (Bangkok Love Story) จะเป็นบทพิสูจน์รักแท้ของชายกับชายที่อาจยืนยาวและมั่นคงกว่าที่คุณคิด...

"หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่ผมอยากทำมานานแล้ว จริง ๆ ส่วนตัวจะชอบและอยากทำหนังรักดราม่าแบบนี้มากกว่าแนวอื่น ๆ อีก คืออยากทำให้คนในสังคมรู้ว่าความรักแบบจริงจัง เป็นรักแท้ของเพศที่สามหรือคนที่เป็นเกย์มันก็มี ไม่ใช่มีแต่พวกรักสนุกเท่านั้น ก็จะเป็นเรื่องราวความรักที่มั่นคงของผู้ชายสองคน ซึ่งถ้าใครได้ดูหนังเรื่องนี้แล้วก็อาจจะได้รู้ว่า รักแบบนี้มันมีอยู่จริง ๆ ในโลกนี้ด้วย ซึ่งจริง ๆ เรื่องนี้ก็ไม่ได้จำเพาะเจาะจงแค่ความรักของเพศที่สามเท่านั้น แต่ยังสะท้อนปัญหาสังคม การเป็นโรคเอดส์ การที่คนเป็นโรคเอดส์ถูกสังคมรังเกียจ มันก็จะมีสาระหลาย ๆ เรื่อง หลาย ๆ แบบ เคลือบอยู่ด้วย ก็เลยทำอะไรที่อยากทำให้คนได้รู้ว่า นอกจากเพศชาย เพศหญิงแล้ว ก็ยังมีเพศที่สามอยู่ร่วมในสังคมเราด้วย ในเมื่อเค้าเกิดขึ้นมาแล้ว เราจะทำยังไงให้เค้าอยู่อย่างมีความสุขด้วยกัน ให้อยู่ร่วมกันในสังคมอย่างไม่มีปัญหาเกิดขึ้น ก็เลยคิดที่จะทำตรงนี้ขึ้นมาเพื่อให้คนรู้ว่าชีวิตของเกย์ไม่ได้มีแต่ด้านสนุกอย่างเดียว ด้านมืดก็มี ด้านที่เป็นดราม่า ด้านที่เป็นโรแมนติกของเค้าก็มี ก็เลยเกิดเป็นหนังเรื่องนี้ขึ้นมา"

...หากจะว่าไปแล้ว มันอาจจะดูเหมือนเป็นภาพยนตร์ที่แปลกผิดหูผิดตาของผู้กำกับ "พจน์ อานนท์" อย่างมาก เพราะแนวหนังส่วนใหญ่ที่เขาเคยทำมาจะเป็นภาพยนตร์ตลกเสียมาก แต่กับภาพยนตร์เรื่องใหม่นี้พูดได้เต็มปากว่า "เป็นตัวตนของเขามากที่สุด" ที่เขาทุ่มเททั้งกายและใจเกือบทั้งชีวิตในการกำกับ

"จริง ๆ ก็อย่างที่บอก คือส่วนตัวเป็นคนที่ชอบหนังรัก หนังดราม่าอะไรอย่างงี้อยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมาส่วนใหญ่จะได้ทำแต่หนังตลกกะเทยจนเหมือนเป็นเอกลักษณ์ แต่จริง ๆ เราก็เคยทำหนังดราม่ามาแล้วอย่าง '18 ฝนคนอันตราย' แล้วก็ 'เอ๋อเหรอ' แต่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง ทีนี้ก็มีโอกาสได้ทำหนังอีกแนวหนึ่งที่อยากทำมานานมากแล้วอย่างเรื่อง 'เพื่อน...กูรักมึงว่ะ' นี้ ก็เลยรู้สึกว่าเรื่องนี้ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ ซึ่งมันก็เป็นหนังรักที่เป็นความรักของผู้ชายกับผู้ชายที่มีจริง ๆ ในสังคมเรา มันก็ไม่ได้ต่างจากความรักของชายหญิงเท่าไหร่เลย ถ้าจะให้เปลี่ยนมาเป็นเรื่องรักของผู้ชายกับผู้หญิงก็ทำได้นะ แต่ในเมื่อได้รับโอกาสดี ๆ ในการทำหนังรักของชายกับชายที่ไม่ค่อยได้เห็นกันในหนังไทย เราก็ต้องเลือกทางที่ชอบนี้ไว้ก่อน ก็เป็นหนังอีกแนวหนึ่งที่พลิกมาทำ คนที่มาดูก็อาจจะแปลกใจว่าพจน์ อานนท์ทำหนังอย่างงี้ด้วยเหรอ ก็เป็นหนังอีกรูปแบบหนึ่งที่ทำ ถ้าถามว่าหนังเรื่องนี้คือหนังที่ใช่ตัวพจน์ อานนท์มากที่สุดมั้ย คำตอบคือใช่แน่นอน"

...นอกจากแนวหนังที่เปลี่ยนไปแล้ว ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ยังได้ทีมงานรุ่นใหม่ไฟแรงเกือบทั้งหมดมาร่วมงานกับผู้กำกับไอเดียจัดจ้าน เพื่อให้ผลงานที่ออกมาถึงคุณภาพมากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ "งานด้านภาพ" ที่ได้ผู้กำกับภาพ "ทิวา เมยไธสง" มากำหนดมุมกล้องและสร้างสรรค์ภาพให้ออกมาสวยงามทุกองศา เพื่อให้ผู้ชมได้ดื่มด่ำและซาบซึ้งไปกับความรักของสองชายหนุ่มที่คุณมิอาจปฏิเสธได้

...ผู้กำกับภาพ "ทิวา เมยไธสง" ร่ายยาวถึงการทำงานในครั้งนี้ว่า

"เริ่มจากว่าพี่พจน์ผู้กำกับต้องการภาพในการเล่าเรื่อง ต้องการบรรยากาศของหนัง ซึ่งเน้นความหดหู่ รันทดของชีวิต เราก็เลยเอาโจทย์นี้มาทำการบ้านกันว่า หนังควรจะออกมาเป็นแบบไหน ภาพควรจะเล่าเรื่องได้ประมาณไหนบ้าง และเมื่อพูดคุยกันแล้วสรุปได้ว่า หนังเราควรจะให้ภาพเป็นตัวสื่อความหมาย แทนความรู้สึกของตัวละคร เราจะจัดบรรยากาศของเรื่องอยู่ในโทนแบบไหนดี เพื่อให้เข้ากับ mood ของหนัง ถ้าในตัวหนังพูดถึงความรันทด ชีวิตที่หดหู่ ภาพก็น่าจะบอกเล่าตรงนั้นได้ด้วย เราเลยคิดว่าวิธีการทำภาพของเราน่าจะแปลกกว่าปกติ น่าจะมีอะไรที่แตกต่างจากหนังรักทั่ว ๆ ไป ซึ่งถ้าเป็นรักแบบชายหญิงมันก็น่าจะสดใส เห็นความงดงามของการมีชีวิต แต่สำหรับความรู้สึกของผู้ชายกับผู้ชายที่รักกันเกินกว่าคำว่าเพื่อน เกินกว่าอารมณ์รักของผู้หญิงกับผู้ชายด้วยซ้ำไป มันก็น่าจะมีอะไรที่เกินกว่านั้น ภาพที่ใช้ก็เลยต้องมีอะไรที่แตกต่าง ลักษณะการใช้เลนส์การใช้อุปกรณ์หลาย ๆ อย่าง เพื่อ support อารมณ์ในช่วงเวลานั้น อย่างช่วงหนึ่งของหนังเราถ่ายทำด้วยกล้อง 16 ในลักษณะแบบหนังโบราณ ซึ่งใช้กล้องไขลาน feel ของเรื่องก็จะออกมาทางภาพด้วยว่าอารมณ์ในช่วงนั้นทำไมต้องหดหู่ขนาดนั้น รันทดขนาดนี้ หรือว่าภาพต้องแสดงออกแทนคำพูดได้มากมายขนาดไหน ทุกอย่างก็เลยเหมือนกับรวม ๆ ไว้ในภาพ ๆ หนึ่ง แล้วบอกว่าตัวละครคือ subject หนึ่งในภาพ แต่เรื่องราวถูกเล่าด้วยบรรยากาศและเฟรมของหนัง

จริง ๆ ภาพในหนังเรื่องนี้ ก็ไม่ถึงกับว่าไม่เคยได้เห็นจากหนังเรื่องอื่น แต่ว่าเราพยายามมองในมุมที่คนอื่นเขาไม่มองกัน ผมจะเลือกใช้ภาพซึ่งไม่ใช่ภาพในระดับสายตา คือถ้าไม่มองต่ำก็มองสูงเลย เรารู้สึกว่าตัวละครของเราถูกกระทำจากสภาพแวดล้อมภายนอก ทำให้เขาเป็นและรู้สึกอย่างนี้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะอยู่กับเราไม่ได้ ถึงเขาจะแตกต่างจากเรา แต่เขาก็อยู่ในสังคมเดียวกับเราได้ ภาพที่ออกมาในหนังก็จะสื่อสารได้ประมาณนี้นะครับ

การร่วมงานกับพี่พจน์ ปกติเราทำงานด้วยความรับผิดชอบ ด้วยบทบาทหน้าที่ของแต่ละคนอยู่แล้ว ทางผู้กำกับก็จะมีไอเดีย มีทิศทาง ซึ่งเขาจะต้องควบคุมตัวหนังทั้งเรื่องอยู่แล้ว เราเป็นคนแค่คอย support ไอเดียของผู้กำกับ แต่ก็มีการแชร์ไอเดียและร่วมแสดงความคิดเห็นด้วย เพื่อที่จะให้มันออกมาเป็นผลที่ดีที่สุดของงานชิ้นนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปด้วยดีในบทบาทและหน้าที่ของแต่ละคนครับ"

...ด้านผู้กำกับพจน์ อานนท์ กล่าวเสริมถึงการร่วมงานกันเป็นครั้งแรกของทั้งคู่อย่างชื่นชมว่า

"พูดถึงผู้กำกับภาพ จิ๊บ (ทิวา เมยไธสง) เค้าก็เป็นผู้กำกับภาพอยู่แล้ว พอดีคุยกันว่าอยากได้จิ๊บมาช่วยถ่าย ซึ่งจิ๊บจะเก่งทางด้านนี้มาก ซึ่งหนังเรื่องจะโดดเด่นทางด้านภาพมาก ทั้งภาพ สกอร์เพลง ฉาก เครื่องแต่งกาย มันจะโดดเด่นและลงตัวมาก ซึ่งจริง ๆ เราจะเป็นคนที่ชอบหนังที่สื่อสารด้วยภาพอย่างงี้อยู่แล้ว มันจะเป็นจุดที่น่าสนใจมากทางด้านภาพในหนังเรื่องนี้ ทำงานกับจิ๊บก็รู้สึกว่าสบายใจ แล้วก็เข้าขากัน เพราะเค้าก็เป็นเด็กใหม่ เราก็ยอมรับ เราก็ปล่อยเค้าเต็มที่ ให้เค้าจะทดลองทำอะไรใหม่ ๆ ในหนังเราก็ได้ แต่เราก็คุยกันก่อนว่าทำอย่างงี้ ๆ นะ เค้าก็ทำตามที่เราอยากได้ จิ๊บก็เป็นคนเก่ง เป็นคนที่ถ่ายภาพได้สวยมาก ยืนยันได้ว่า เรื่องนี้ภาพสวยแน่ ๆ และสื่อสารได้เข้ากับธีมเรื่องด้วยครับ"

...แน่นอนว่า ก่อนที่เราจะได้ภาพสวย ๆ อย่างที่เห็นในภาพยนตร์เรื่องนี้ องค์ประกอบสำคัญที่ต้องอยู่ควบคู่กันไปก็คือ "สถานที่ถ่ายทำ" ซึ่งสิ่งที่ผู้กำกับฯ ต้องการเน้นก็คือ "ความเป็นกรุงเทพฯ" ที่เป็นเมืองศิวิไลซ์ มหานครแห่งความรักที่แตกต่างไปจากเมืองอื่น ๆ

"โลเกชั่นในเรื่องนี้ เราก็เลือกอย่างที่อยากให้เป็น คืออยากให้มันอยู่ใจกลางกรุงเทพ อยากให้เห็นความสวยงามของกรุงเทพ สะท้อนความศิวิไลซ์ด้านต่าง ๆ ของเมืองหลวง แล้วก็อยากได้เมฆ อยากได้ท้องฟ้าที่มันเข้ากับอารมณ์ของหนังพอดี เราก็จะไปตรงนั้น โลเกชั่นเราก็เลือกกันหลายที่มาก แล้วก็มาสรุปให้ตรงกับคอนเส็ปต์ที่วางไว้ เราก็เน้นอะไรที่เป็นกรุงเทพมากที่สุด เพราะมันเป็นหนังในเมือง อย่างเช่น ดาดฟ้าโรงพยาบาลยาสูบที่เป็นฉากหลักของเรื่อง เราก็จะสะท้อนความเป็นสังคมเมือง ให้เห็นตึกรามบ้านช่อง อาคารสูงที่ความเจริญต่าง ๆ เข้าถึง อย่างเช่น มีรถไฟฟ้าวิ่งผ่านอะไรอย่างงี้ ซึ่งทั้งหมดก็จะโอบล้อมเรื่องราวความรักของผู้ชายสองคนนี้ที่เหมือนเป็นจุดเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นกลางเมืองหลวง แต่ก็ให้ผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ เราก็ทำตรงนี้ให้ตรงจุดที่เราอยากได้ เราก็สื่อให้เห็นความเจริญของกรุงเทพให้มากที่สุด ก็น่าจะขายเมืองนอกได้ เพราะเราอยากให้เห็นว่า นี่คือความรักอีกรูปแบบหนึ่งของคนไทย ซึ่งสุดท้ายแล้วทั้งฉาก ทั้งการจัดแสง ทั้งการถ่ายภาพผ่านโลเกชั่นต่าง ๆ มันก็ลงตัวอย่างที่เราอยากได้ครับ"

...สิ่งหนึ่งที่ถือว่าเป็นหน้าเป็นตาและจุดขายสำคัญในภาพยนตร์ของพจน์ อานนท์ทุกเรื่องก็คือ "นักแสดงชื่อดัง" ที่เป็นตัวสร้างสีสันให้กับภาพยนตร์ได้เป็นอย่างดี แต่กับภาพยนตร์เรื่อง "เพื่อน...กูรักมึงว่ะ" นี้ เขากลับเลือกที่จะใช้ "นักแสดงหน้าใหม่" ทั้งหมดกับการรับบทนำในเรื่องนี้ เพื่อให้ผู้ชมเข้าถึงและเชื่อในบทบาทของตัวละครได้ง่ายกว่า

"ในหนังเรื่องนี้ เราก็อยากได้นักแสดงหน้าใหม่มาเล่นทั้ง 3 คนเลย เพราะว่ามันจะเกี่ยวกับเรื่องความน่าเชื่อถือ เพราะถ้าเอาดาราที่คุ้นหน้ามาเล่น ซึ่งเราก็เคยติดต่อดาราดัง ๆ มาเล่นหลายคน แต่ติดปัญหาที่ว่า เค้าก็ไม่ค่อยกล้าเล่นกัน และที่สำคัญคือคนดูก็จะไม่เชื่อว่าเค้าเป็นตัวละครในเรื่องด้วย

หลัก ๆ ก็จะคัดเลือกจากหน้าตาและบุคลิกที่เข้ากับคาแร็คเตอร์เป็นสำคัญครับ อย่าง เอ (รัตนบัลลังก์ โตสวัสดิ์) เค้าเคยผ่านงานละครมาบ้าง แต่ไม่เคยเล่นหนังเลย บุคลิกเค้าก็ค่อนข้างเป็นผู้ใหญ่ เคร่งขรึม ก็เหมาะกับบท 'เมฆ' มือปืนพูดน้อย ไม่แสดงความรู้สึก เอจะเป็นคนที่เข้าใจการแสดงมากที่สุด อธิบายแค่ครั้งเดียว เค้าก็จะเล่นได้อย่างสบาย ๆ แล้ว ถือว่าเป็นนักแสดงที่อนาคตไกลแน่นอนครับ

ส่วนอีกคนนี่หน้าใหม่จริง ๆ ก็คือ ต๊อบ (ชัยวัฒน์ ทองแสง) หน้าตาและหน่วยก้านลงตัวกับบทนี้มาก ๆ ตอนที่เราเลือกให้มาเล่นบท 'อิฐ' ในหนังเรื่องนี้ เค้าก็ยังไม่เคยผ่านงานบันเทิงมาก่อนเลย เราก็เอาเค้ามาประเดิมกับเรื่องนี้ แต่พอปิดกล้องไปแล้ว เค้าก็มีงานหนัง, งานโฆษณา, ถ่ายแบบ ออกมาเยอะแยะ แต่ก็ไม่ได้เป็นข้อเสียอะไรที่หนังเรื่องนี้ออกฉายช้ากว่า เพราะต็อบเล่นเรื่องนี้ คนดูจะเชื่อเลยว่าเค้าเป็นอย่างในเรื่องจริง ๆ

คนสุดท้าย กัส (วีรดิษฐ์ ศรีมาลัย) เคยผ่านงานหนังมาบ้างแต่ไม่เด่นเท่าไหร่ แต่กับเรื่องนี้เราจัดการปรับลุคเค้าให้เปลี่ยนจากเรื่องอื่นไปเลย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะเค้าเป็นคนพูดน้อยอยู่แล้ว เหมาะกับบท 'หมอก' ที่เป็นพวกเก็บกด จะแสดงอารมณ์ทางสีหน้าแววตามากกว่าคำพูด แล้วในเรื่องนี้เค้าจะทรหดมาก เพราะต้องแต่งแผลคนเป็นเอดส์นานหลายชั่วโมงกว่าจะได้ถ่ายในแต่ละฉาก และเค้าก็แสดงได้ดีขึ้นเยอะครับ

ซึ่งดาราหน้าใหม่ที่เอามาเล่นทั้งหมดเนี่ย ยืนยันเลยว่าเค้าไม่ได้เป็นเกย์ แต่เค้าก็เล่นให้คนดูเชื่อว่าเค้าเป็นเกย์ได้ ซึ่งเราก็ประสบความสำเร็จในจุดหนึ่งว่าสามารถทำให้คนดูเชื่อในความเป็นเกย์ของเค้า และมันก็ยังง่ายต่อการทำหนัง เพราะคนยังไม่เคยเห็นพวกเค้าเล่นหนัง แต่ถ้าเราเอาคนดังมาเล่นเนี่ยมันก็เป็นเรื่องยากที่จะทำให้คนดูเชื่อ เพราะว่าสิ่งสำคัญเลย เราต้องทำหนังที่ทำยังไงก็ได้ ให้คนดูเชื่อและก็คล้อยตามให้ได้ก่อน ซึ่งทั้ง 3 คนก็ผ่านฉลุยหายห่วง

พูดถึงต้องสอนการแสดงมั้ย เราก็สอนนะ แล้วเราก็เครียดมาก ๆ ด้วย บางทีนักแสดงกับผู้กำกับก็ทะเลาะกันเลย เพราะว่าเราต้องการให้สมจริง เพราะจริง ๆ พวกนี้ก็คือเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่แบบห้าว ๆ ซน ๆ ทั่วไป แล้วเราต้องมาปรับให้เค้าเล่นอ่อนเล่นนุ่ม เล่นเป็นผู้ชายกับผู้ชายชอบกัน ซึ่งมันก็ยากพอสมควร แต่เราก็ทำให้มันเนียนที่สุด ก็อย่างที่บอกไป เค้าไม่ใช่เกย์เลย แต่เค้าก็เล่นได้ดี มันคือการแสดงเท่านั้นเอง

การร่วมงานกับหน้าใหม่ทั้ง 3 คนก็รู้สึกสบายใจ ให้เวลาเต็มที่ แล้วก็ทุ่มเทกับการแสดง ซึ่งเค้าก็เล่นได้อย่างที่เราต้องการ แม้เค้าจะไม่ได้เป็นเกย์ แต่เล่นได้อย่างน่าเชื่อขนาดนี้ก็ต้องยอมรับในความสามารถครับ"

...นอกจากนักแสดงหนุ่มหน้าใหม่ทั้งสามหน่อแล้ว ผู้กำกับยังเลือก "นักแสดงมากฝีมือ" มาร่วมเสริมทัพ เติมเต็มความสมบูรณ์ในเรื่องนี้ด้วย ไม่ว่าจะเป็น ฌัชชา รุจินานนท์, อุทุมพร ศิลาพันธ์, รัชนู บุญชูดวง, ชลประคัลภ์ จันทร์เรือง, สุเชาว์ พงษ์วิไล และ สหัสชัย ชุมรุม ซึ่งทั้งหมดการันตีการแสดงด้วยฝีมือเกินร้อย

"คือ ในเรื่องนี้ก็จะมีหน้าใหม่อยู่ 3 คน แล้วเราก็เอาดาราที่เป็นแม่เหล็กมีฝีมือทางการแสดงมาก ๆ ความสามารถล้นเหลือเนี่ยมาล้อมพวกเค้าไว้ มาช่วยกันดัน มาช่วยกันทำให้เค้ามีพลังมากขึ้น ที่เลือกมาก็มี อาจารย์ชลประคัลภ์, อาสุเชาว์, พี่อี๊ด รัชนู, พี่จุ๋ม อุทุมพร และก็มีน้องหญิง ฌัชชา กับพี่ต๊อบ สหัสชัย ซึ่งทั้งหมดเนี่ยก็เป็นนักแสดงที่มีฝีมือระดับแนวหน้า มาช่วยกันดันเด็กใหม่ ช่วยประคับประคองให้หนังมันสมบูรณ์แบบมากขึ้น แต่ยังไงดาราใหม่ทั้งสามคนเนี่ย เค้าก็ทำเต็มที่ แล้วก็เล่นได้อย่างสมบูรณ์แบบอย่างที่เราอยากได้แล้วก็ต้องขอบคุณดารารุ่นใหญ่ที่มาร่วมทำให้หนังสมบูรณ์มากขึ้น เค้าก็สุดฝีมือเหมือนกัน ถ้าดูแล้วก็จะรู้ว่านักแสดงชุดนี้ฝีมือเจ๋งจริง ๆ"

...ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า สิ่งที่คนดูกลุ่มเป้าหมายสนใจค่อนข้างมากในภาพยนตร์เรื่องนี้ก็คือ ฉากเลิฟซีน ซึ่งผู้กำกับฯ เปิดเผยว่า นี่เป็นสิ่งที่หินที่สุดอย่างหนึ่งในการกำกับเลยทีเดียว

"ฉากที่กำกับยากที่สุดก็น่าจะเป็นฉากเลิฟซีนนะครับ เพราะการที่ต้องกำกับให้ผู้ชายกับผู้ชายมาเล่นเลิฟซีนด้วยกันเนี่ย ก็ทำให้เราหนักใจมากว่าเค้าทั้งคู่จะทำได้มั้ย เราก็ต้องอธิบายให้เค้าฟัง ให้ทั้งคู่เข้าใจในบทบาทของกันและกัน วิธีหนึ่งที่ใช้ก็คือให้เค้าคิดว่าอีกฝ่ายเป็นผู้หญิง แต่ปรากฏว่าทั้งคู่ก็ไม่เคยกับผู้หญิงอีก อันนี้พูดเล่นนะ (หัวเราะ) ก็บอกเค้าให้นึกถึงว่าเวลาเลิฟซีนกับผู้หญิงน่ะทำยังไง ให้ต่างคนต่างคิดว่าอีกฝ่ายคือผู้หญิง แล้วก็ให้เล่นกันไปตามธรรมชาติ จะว่าไปแรก ๆ ทั้งคู่ก็เครียดนะ บ้วนปากแล้วบ้วนปากอีก (หัวเราะ) ซึ่งเวลาถ่ายเราก็แบบขอให้เล่นอย่างเต็มที่เลย อย่ามัวเขินกัน จะได้ถ่ายครั้งเดียวผ่านเลย เค้าก็ตั้งใจเล่นกันมาก แล้วก็เล่นออกมาดีมากด้วย และที่สำคัญภาพเลิฟซีนในเรื่องนี้จะออกมาเป็นฉากอิโรติกที่สวยงามมาก มันจะเน้นแบบว่าภาพสวย อารมณ์คล้อยตามกันไปมากกว่า ไม่ใช่ออกมาแบบโจ๋งครึ่ม ๆ แน่นอน เราขอทำแบบเน้นความสวยงามมากกว่า รับรองไม่น่าเกลียดครับ ก็ต้องลองไปดูกันครับ"

..."เพลงประกอบภาพยนตร์" และ "ใบปิดภาพยนตร์" คือ อีก 2 องค์ประกอบที่ผู้กำกับพจน์ อานนท์ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก โดยเน้นย้ำถึงความสวยงามของทั้งภาษาเพลง การถ่ายภาพ (ที่ได้ช่างภาพมือหนึ่งของประเทศอย่าง "อมาตย์ นิมิตภาคย์" มาลั่นชัตเตอร์ให้) และการออกแบบ (โดย ปั่น กำ-ปะ-นี) ที่ทั้งหมดต้องเข้ากันได้ดีกับแนวทางของภาพยนตร์อิโรติก-โรแมนติก-ดราม่าเรื่องนี้เป็นหลักด้วย

"หนังเรื่องนี้ นอกจากภาพจะสวยแล้ว เพลงประกอบก็เพราะด้วย เราเลือกเพลงกันอยู่นานพอสมควร ในที่สุดก็ได้เพลง ‘อยากรู้ แต่ไม่อยากถาม’ ที่ร้องโดย Calories Blah Blah ซึ่งเนื้อหาของเพลงก็โดนใจ ตรงกับเนื้อเรื่องมาก ๆ โดยเราก็นำมาทำใหม่ให้เข้ากับอารมณ์เหงา ๆ ของตัวละครมากขึ้นด้วย

ส่วนการถ่ายโปสเตอร์หนังเรื่องนี้ เราก็มีคอนเส็ปต์คืออยากได้อะไรที่มันดูเป็นธรรมชาติ ๆ เป็นอะไรที่แบบว่าเรียลิตี้ สมูธ แอนด์ แซลมอน (หัวเราะ) พูดเล่นนะ คืออยากให้ดูเป็นความรักแบบชายหญิงที่เป็นธรรมชาติที่สุด ในคอนเส็ปต์ความรักกลางใจเมืองใหญ่ (Love in the Big City) เป็นอีกมุมหนึ่งของความรักที่จะทำให้เห็นว่า ความรักอย่างงี้มันมีจริง ๆ นะ และมีเยอะด้วยในยุคนี้ แต่ไม่มีใครสร้างกันออกมา เราก็จะสะท้อนออกมาทั้งในโปสเตอร์และก็ในตัวหนังจริง ๆ ด้วยว่า มันเป็นความรักอีกรูปแบบหนึ่งนะ ผู้ชายสองคนรักกัน ที่ไหน ๆ ในโลกเค้าก็มีกัน แล้วเรื่องนี้เราก็มุ่งเน้นไปที่ตลาดต่างประเทศด้วย เพราะเค้าไม่ค่อยได้เห็นหนังเกย์ไทย ๆ แบบนี้ซักเท่าไหร่ ก็น่าจะได้รับความสนใจจากเมืองนอกเยอะนะ

ส่วนที่เลือกพี่ใหญ่-อมาตย์ มาถ่ายโปสเตอร์หนังเรื่องนี้ ก็เพราะพี่ใหญ่ถ่ายภาพผู้ชายออกมาแล้วสวย จากผลงานที่ผ่านมาตามนิตยสารหัวใหญ่หลาย ๆ เล่ม พี่เค้าจะรู้มุมกล้อง รู้จุดดึงดูด สามารถดึงอารมณ์ ท่วงท่า เสน่ห์ของผู้ชาย sex appeal ของผู้ชายออกมาได้ดี พี่ใหญ่เค้าจะรู้มุมว่า ถ่ายยังไงให้ออกมาแล้วเซ็กซี่แบบผู้ชาย ๆ ก็เลยดึงพี่ใหญ่มาร่วมงานด้วยกัน และนี่ก็เป็นครั้งแรกที่พี่ใหญ่มาถ่ายโปสเตอร์หนังด้วย การทำงานก็ราบรื่นดี ไม่มีปัญหาเลย ภาพที่ออกมาก็น่าพอใจมาก ๆ ครับ"

เปิดปูมรักของเขา, เขา และเขา

- รัตนบัลลังก์ โตสวัสดิ์ (รับบทเป็น เมฆ) – มือปืนหนุ่มที่มีใจเด็ดเดี่ยวในการปฏิบัติภารกิจฆ่าเหยื่อตามใบสั่ง เขาไม่เคยคิดที่จะรักใคร โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่เขาต้อง...ฆ่า แต่แล้วโชคชะตาก็พลิกผันให้เขาต้องมาผูกพันอย่างลึกซึ้งกับ "เหยื่อหนุ่ม" รายหนึ่ง ที่ทำให้ชีวิตของเขาเปลี่ยนแปลงไม่เหมือนเดิม...ตลอดไป

"ฉากแอ็คชั่นในเรื่องนี้ไม่ค่อยมีปัญหาเลยนะครับ แต่กับฉากเลิฟซีนก็ยากอยู่นะครับ ไม่เคยเล่นมาก่อน แรก ๆ ที่ต้องเข้าฉากจูบกัน มันก็ต้องรู้สึกแปลก ๆ อยู่แล้วล่ะครับ เป็นครั้งแรกเลยที่ต้องจูบกับผู้ชาย แถมยังต่อหน้ากล้องกับทีมงานอีก ก็ต้องเขินเป็นธรรมดา แต่ดีหน่อยที่จูบกันกลางสายฝน คือน้ำช่วยให้ไม่เหนียวเหนอะติดกัน มันก็ลื่นไหลไปได้ (หัวเราะ) ซึ่งเราต้องคุยกับน้องต๊อบที่เข้าฉากด้วยกันก่อนว่า จริง ๆ พี่ก็ไม่ชอบนะแต่ยังไงก็เล่นให้เต็มที่เลย ขอให้ทีเดียวผ่าน จะได้ไม่ต้องเล่นซ้ำ พี่พจน์ก็ขอให้แสดงจริง ๆ เลย เพราะมันเป็นหนังออกโรง มาหลบมุมกล้องมันก็จะดูไม่สมจริง พอตอนเล่นจริง ๆ ก็เลยเต็มที่ไปเลย มันก็ไม่ได้รู้สึกอะไรมากมายนะ แต่จะมาคิดว่าเค้าเป็นผู้หญิงอย่างที่พี่พจน์บอก มันก็ไม่ค่อยได้นะ เพราะว่าเค้าก็มีหนวดเคราเหมือนเรา (หัวเราะ) ก็ต้องคิดว่ามันเป็นการแสดง ก็โอเคได้ นักแสดงที่ดีต้องเล่นให้คนดูเชื่อให้ได้ ก็เต็มที่ครับ แล้วรับรองว่า ฉากเลิฟซีนที่ออกมาภาพจะสวยมาก ไม่อนาจารแน่นอนครับ"

...เอ-รัตนบัลลังก์ โตสวัสดิ์ เกิดเมื่อวันที่ 22 ก.ย. 2522 จบการศึกษาปริญญาตรี นิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ หลายคนน่าจะจำเขาได้จากละครเรื่อง "นรสิงห์" ที่เป็นละครตอนเย็นเรื่องฮิตอีกเรื่องหนึ่งของไทย

...ด้วยหน้าตาและบุคลิกส่วนตัวที่ค่อนข้างเคร่งขรึมและนิ่งเงียบ ผู้กำกับจึงเลือกเขาให้มารับบท "เมฆ" มือปืนที่จัดการภารกิจฆ่าด้วยความใจเย็น แต่ในใจลึก ๆ แล้วเขากลับเก็บอารมณ์ไม่กล้าเผยความรู้สึกที่แท้จริงออกมา

...แม้จะเป็นครั้งแรกกับการรับนำในภาพยนตร์ แต่ เอ รัตนบัลลังก์ ก็ไม่มีหวั่น แถมยังปล่อยฝีมือทางการแสดงอย่างยอดเยี่ยมในทุก ๆ ฉาก ไม่ว่าจะเป็นฉากแอ็คชั่น, ดราม่า หรือเลิฟซีน ที่รับรองว่าผู้ชมจะต้องอินไปกับการแสดงของเขาอย่างแน่นอน

- ชัยวัฒน์ ทองแสง (รับบทเป็น อิฐ) – ชายหนุ่มหน้าตาดี มีฐานะ แต่ลึก ๆ ภายในใจ เขากลับรู้สึกว่า เหมือนขาดอะไรบางอย่างที่จะมาเติมเต็มหัวใจของเขาไป

แต่แล้ววันหนึ่ง เขาเกิดไปล่วงรู้ความลับบางอย่างเข้า จนเป็นเหตุให้เขาต้องถูกตามฆ่า

แต่แล้วโชคชะตากลับเล่นตลก ให้เขารอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิด และต้องมาสานสัมพันธ์อันลึกซึ้งกับ "มือปืนหนุ่ม" ที่ตามฆ่าเขาอย่างไม่คาดคิดมาก่อน

แม้นั่นจะทำให้ชีวิตของเขาเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล แต่ดูเหมือนเขากลับไม่แคร์สิ่งใด เพราะความผูกพันครั้งนี้น่าจะทำให้หัวใจของเขาถูกเติมเต็ม...เสียที

"เรื่องนี้ผมรับบทเป็น อิฐ ครับ เป็นชายหนุ่มหน้าตาดี มีฐานะ ก็เล่นง่ายเลยครับเพราะตรงกับตัวจริงของผมอยู่แล้ว เอ้ย (หัวเราะ) ไม่ใช่นะครับ เรื่องนี้เล่นยากครับ เพราะเป็นเรื่องแรกของผมด้วย ก็ต้องให้พี่พจน์ผู้กำกับช่วยสอนช่วยบิ้วอารมณ์ เพราะบางฉากก็ต้องใช้อารมณ์ สีหน้า ท่าทางเยอะมาก อย่างฉากร้องไห้ ไม่ใช่ร้องฟูมฟายนะครับ แต่ร้องแบบเก็บความรู้สึกไว้ลึก ๆ แล้วปล่อยให้น้ำตาค่อย ๆ ไหล เล่นอยู่หลายเทคเหมือนกันครับ

แต่ฉากที่ทำให้เครียดเลย ก็คือ ฉากเลิฟซีน แค่ฉากธรรมดาก็ว่ายากแล้ว นี่ต้องมาเจอกับฉากเลิฟซีนนัวเนียกับผู้ชาย ก็รู้สึกแปลก ๆ ครับ แต่พี่เอ (รัตนบัลลังก์ โตสวัสดิ์) เล่นดีมาก ๆ เลยครับ เวลาพี่เออยู่นอกกล้องก็จะเป็นอีกอย่าง พออยู่ในกล้องเหมือนมีวิญญาณเมฆเข้ามาสิงอยู่ในตัว เขาเล่นได้เหมือนมาก จนผมต้องแกล้งแซวเล่นว่า พี่เป็นหรือเปล่า เขาเล่นแบบสมจริง เหมือนเขาส่งอารมณ์มาให้ผมด้วย ผมก็เลยเล่นได้ ต่างคนต่างก็ช่วยกัน ซึ่งสุดท้ายก็ผ่านไปด้วยดีทั้งหมดครับ

ผมชอบฉากแอบมองกันนะ มันเป็นฉากที่น่ารักมาก คือ ตัวเมฆที่บาดเจ็บก็นอนบนเตียง ส่วนผมนอนอยู่ข้าง ๆ เพื่อคอยดูแลเค้า ทีนี้ผมก็ห้ามใจแอบมองเค้าไม่ได้ ก็แอบมองไม่ให้เค้ารู้ตัว ทีนี้พอตัวเมฆเค้าลืมตาขึ้นมามองผม ผมก็ต้องแกล้งหลับตา พอผมลืมตาเมฆก็หลับตา แล้วต่างคนต่างแอบมองไปซักพัก จนลืมตามาเจอกันจนได้ ก็เขินกันไป ฉากนี้มันก็น่ารักดี แถมตอนถ่ายก็มีฮากันด้วย ก็สนุกดีครับ"

...ต๊อบ-ชัยวัฒน์ ทองแสง เกิดเมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2532 กำลังศึกษาอยู่ ปี1 คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรัตนบัณฑิต ประเดิมผลงานด้วยภาพยนตร์เรื่อง "เพื่อน...กูรักมึงว่ะ" เป็นเรื่องแรก ก่อนที่จะมี "หอแต๋วแตก" ตามมาเป็นเรื่องที่สอง (แต่ฉายก่อนเรื่องแรก) ผู้ชมน่าจะคุ้นหนาคุ้นตาเขาจากหลากหลายโฆษณาทางทีวี อาทิเช่น โฆษณาทรอส โรลออน, หมากฝรั่ง ไซลิทอล, น้ำดื่มเนสท์เล่ เพียวไลฟ์ และ Life Condo

...ด้วยหน้าตามีเสน่ห์และหน่วยก้านสูงใหญ่ เขาจึงได้รับเลือกให้มาเป็นพระเอกภาพยนตร์ครั้งแรกที่ต้องทุ่มเทพลังในการแสดงอย่างเต็มร้อย แต่เขาก็รับผิดชอบในหน้าที่และให้การแสดงได้อย่างน่าพอใจ และระวังคุณจะตกหลุมเสน่ห์เขาอย่างไม่รู้ตัว

- วีรดิษฐ์ ศรีมาลัย (รับบทเป็น หมอก) – น้องชายของเมฆที่เป็นเอดส์ ทำให้เขาต้องเก็บกด พูดน้อย ไม่สู้คน มักจะถูกรังแกและรังเกียจจากคนรอบข้างอยู่เสมอ

หมอกต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างอัตคัดกับแม่เพียงลำพังสองคน เฝ้ารอการกลับมาของพี่ชายอย่างไม่รู้ชะตากรรม

เมื่อชีวิตถึงขีดสุด ไร้หนทางไปข้างหน้า เขาจึงจำเป็นต้องขายตัวประชดชีวิต ซึ่งเป็นการทำร้ายตัวเองและสังคมอย่างรุนแรง

สุดท้าย ชีวิตของเขาก็ต้องเผชิญชะตากรรมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

"เรื่องนี้ผมรับบทเป็นหมอก เป็นน้องชายของเมฆ เป็นคนเก็บกด พูดน้อย ไม่กล้าแสดงความรู้สึก เพราะเป็นเอดส์ ทำให้เกิดปมด้อยในตัวเอง ตัวหมอกก็จะอยู่กับแม่ 2 คน ใช้ชีวิตอย่างลำบากท่ามกลางเพื่อนบ้านที่ไม่ชอบ แล้วก็จะโดนพวกอันธพาลรุมทำร้ายตลอดเวลา แล้วก็จะชอบเลี้ยงปลากัด ชอบดูมันกัดกัน ซึ่งจริง ๆ ก็มาจากการที่มีปมด้อย โดนรังแกตลอด ก็เลยต้องใช้ปลากัดเป็นเครื่องมือระบายอารมณ์ความรู้สึกครับ

เรื่องนี้จะเป็นเรื่องที่ผมรับบทหนักที่สุดเท่าที่เคยเล่นมาเลยครับ นอกจากจะต้องเล่นดราม่าสุด ๆ เกือบทุกฉากแล้ว แล้วก็ยังต้องทนแต่งแผลเป็นเอดส์นานหลายชั่วโมงกว่าจะได้เข้าฉาก เพราะแผลมันไม่ใช่เป็นแผลใหญ่ ๆ ไงครับ มันเป็นตุ่มเล็ก ๆ พี่เมคอัพเค้าเลยต้องแต่งละเอียดเพิ่มขึ้นเพื่อความสมจริงครับ ยิ่งฉากท้าย ๆ นี้ต้องแต่งหนักเลยครับ เพราะเข้าขั้นระยะสุดท้ายแล้ว ก็สาหัสอยู่เหมือนกันครับ

ผมว่าเรื่องนี้ผมเล่นดีขึ้นนะครับ (หัวเราะ) เพราะพี่พจน์เคี่ยวหนักมาก ๆ แล้วอีกอย่างต้องมาเล่นกับอาจุ๋ม อุทุมพร ที่เล่นเป็นแม่ จะต้องเข้าฉากด้วยกันเกือบทุกฉาก ตอนแรกก็ตื่นเต้นครับ เล่นไม่ค่อยออก แต่อาจุ๋มก็ช่วยสอนช่วยส่งอารมณ์ ผมก็เลยได้เรียนรู้การแสดงมากขึ้น พัฒนามากขึ้นกว่าสองเรื่องแรกอีกครับ

เรื่องนี้ก็เป็นหนังรักชายกับชายเต็มรูปแบบเรื่องแรกของไทยในแนวดราม่า-โรแมนติก ก็ไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก ซึ่งผมก็อยากให้มองถึงความรักอีกแบบหนึ่ง ซึ่งไม่ต่างจากความรักของคนปกติทั่ว ๆ ไป เป็นความรักที่มีความเข้าใจ นอกจากจะเป็นความรักในแบบคู่รักแล้ว ยังสะท้อนสังคมให้เห็นถึงความรักของครอบครัว ๆ หนึ่งอีกด้วย

อีกอย่างหนังก็มีสาระให้รู้ว่า คนที่ติดเชื้อเอดส์ เค้าก็ไม่ได้ตั้งใจที่จะติด ถ้าเค้าติดมาแล้วเราก็ไม่ควรที่จะรังเกียจเขา เพราะโรคนี้ไม่สามารถที่จะติดต่อกันได้ง่าย ๆ พวกเขาก็เหมือนกับพวกเราคนปกติธรรมดาทั่วไป ก็อยากจะให้มาดูกันนะครับ เพราะเราก็ไม่ได้จะเห็นหนังแนว ๆ นี้ได้บ่อย ๆ ด้วยครับ"

...กัส-วีรดิษฐ์ ศรีมาลัย เกิดวันที่ 3 ส.ค. 2529 กำลังศึกษาอยู่ชั้นปี 2 คณะศิลปศาสตร์ สาขาการโรงแรมและการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต ประเดิมวงการบันเทิงด้วยการแสดงภาพยนตร์เรื่อง "ไฉไล" (2549) ตามมาด้วย "หอแต๋วแตก" เมื่อต้นปี 50 ที่ผ่านมา

...ล่าสุดกับภาพยนตร์เรื่อง "เพื่อน...กูรักมึงว่ะ" การันตีฝีมือทางการแสดงที่พัฒนาแบบดีวันดีคืนอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งอาจทำให้คุณต้องเสียน้ำตาไปกับเขา...แบบไม่ทันตั้งตัว

เรื่องรักบนแผ่นฟิล์ม...พจน์ อานนท์

...ด้วยระยะเวลา 12 ปีในการนั่งแท่น "ผู้กำกับภาพยนตร์" กับ 9 ภาพยนตร์ไทยที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหรรษา ปฏิเสธไม่ได้ว่า "พจน์ อานนท์" ถือเป็นฟันเฟืองตัวหนึ่งที่ช่วยขับเคลื่อนวงการภาพยนตร์ไทยให้เดินหน้าไปอย่างมีสีสันด้วยผลงานอันแปลกใหม่หลากหลายรสชาติ

...ประเดิมผลงานกำกับเรื่องแรกด้วย สติแตกสุดขั้วโลก (2538) ที่รวบรวมดาราวัยรุ่นในสังกัดมาขึ้นจอกันอย่างคับคั่ง และกวาดรายได้ถล่มทลายไปอย่างสบาย ๆ

...ก่อนพลิกมากำกับภาพยนตร์ดราม่าแอ็คชั่นเป็นเรื่องที่สองกับ 18 ฝนคนอันตราย (2540) ที่เล่าเรื่องราวของกลุ่มวัยรุ่นในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่ต้องเข้าไปพัวพันกับอาชญากรรมอย่างไม่คาดฝัน นั่นทำให้ชีวิตช่วงวัย 18 ปีของพวกเขาเหมือนตกนรกทั้งเป็น หนังสามารถคว้าทั้งเงินทั้งรางวัลมาครอบครองได้อย่างสมศักดิ์ศรี

...Go Six: โกหก ปลิ้นปล้อน กะล่อน ตอแหล (2543) เป็นผลงานกำกับเรื่องที่สามในแนวรักโรแมนติกที่เน้นความบันเทิงเป็นหลัก แม้หนังล้อหนังเรื่องนี้จะค่อนข้างประสบความล้มเหลวในด้านคำวิจารณ์และรายได้ แต่มันก็ได้สร้างสีสันให้กับวงการภาพยนตร์ไทยในปีนั้นเป็นอย่างดี

...พจน์ อานนท์ กลับมาสู่แนวถนัดอีกครั้งกับหนังตลกวัยรุ่น ว้ายบึ้ม เชียร์กระหึ่มโลก (2546) ที่เน้นเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนที่มีให้กันในทีมเชียร์ลีดเดอร์ หนังกวาดรายได้ไปมากพอควร

...ต่อจากนั้น เขายังคงสร้างชื่อต่อไปด้วยภาพยนตร์แนวตลกกับเรื่องราวชุลมุนชุลเกที่ 4 กะเทยสาวต้องเจอ เมื่อปฏิบัติการ ปล้นนะยะ (2547) ของพวกเธอไม่เป็นไปอย่างคาดคิด และหนังก็ปล้นเงินคนดูไปเกือบ 50 ล้านบาท

...ครั้งแรกในการกำกับภาพยนตร์แนวครอบครัวอบอุ่น น่ารัก เรื่อง เอ๋อเหรอ (2548) ที่เล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อนของเด็กหญิงมาดทโมนกับเด็กชายดาวน์ซินโดรม ที่ไม่มีอะไรมาขวางกั้นมิตรภาพอันใสซื่อนี้ได้ หนังกวาดความประทับใจและคำชื่นชมจากคนดูอย่างมากมาย

...เสน่ห์แห่งหญิงสาวที่มากล้นด้วยความเซ็กซี่สวยงาม ได้ปรากฏในทุก ๆ ฉากของ ไฉไล (2549) อีกหนึ่งภาพยนตร์ไทยที่กลั่นจากไอเดียของผู้กำกับคนนี้ ที่ทำวงการสั่นสะเทือนด้วยการรวม 5 ซูเปอร์สตาร์หญิงไว้บนแผ่นฟิล์มเดียวกัน ปิดท้ายกับ หอแต๋วแตก (2550) ภาพยนตร์ตลกกะเทยที่ความสนุกสนานตามสไตล์ผู้กำกับได้รับเสียงตอบรับจากผู้ชมเป็นอย่างดี จนเป็นอีกหนึ่งผลงานทำเงินของพจน์ อานนท์

..."เพื่อน...กูรักมึงว่ะ" (2550) ภาพยนตร์รัก...ลึกสุดใจ ผลงานกำกับเรื่องล่าสุดของผู้กำกับไอเดียสุดจัดจ้านคนนี้ ถือเป็นความแปลกที่ไม่ค่อยได้เห็นกันในวงการภาพยนตร์ไทยยุคปัจจุบัน แต่พจน์ อานนท์ก็กำลังจะนำผู้ชมก้าวข้ามเส้นแบ่งพรมแดนแห่งเพศ สู่พรหมลิขิตแห่งความรักของสองชายหนุ่มที่คุณจะต้องซาบซึ้ง...ไปอีกนาน

"เสน่ห์ของหนังเรื่องนี้อยู่ที่ความรักของคน 2 คน ที่ถึงแม้ว่าจะเป็นรักที่ผิดแปลกธรรมชาติ แต่ก็เป็นความรักที่ใสซื่อบริสุทธิ์ แล้วใครหลายคนก็ไม่คิดว่าความรักแบบนี้จะมีอยู่ในโลกด้วย ถ้าคุณไปดูแล้วคุณก็จะได้รับรู้และอาจจะต้องเสียน้ำตาให้กับเค้าทั้ง 2 คนก็ได้ เพราะจริง ๆ มันก็เป็นความรักอีกรูปแบบหนึ่งของคนในสังคมที่มีทั้งสุขและทุกข์ไม่แตกต่างกันเลย และมันก็เป็นหนังไทยที่นำเสนอเรื่องรักของผู้ชายกับผู้ชายเรื่องแรก ๆ ที่ถูกสร้างขึ้นและได้ออกฉายในวงกว้าง ซึ่งถือเป็นความแปลกใหม่ของวงการหนังไทยก็ว่าได้ ก็คิดว่าน่าจะเป็นหนังอีกรูปแบบหนึ่งที่คนดูชอบ แล้วก็เก็บไว้ในใจครับ"

********************



Copyright 2004 | deknang | All rights reserved.
Mambo Open Source is Free Software released under the GNU/GPL License